แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 6 แผนล่า 1

แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3

ตอน  9

ส่วนกองกำลังนอกระบบนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง เริ่มมีมาตั้งแต่หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้น สุดลง ทหารเกณฑ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะจากอังกฤษและแถบยุโรป เมื่อปลดประจำการ แต่ยังติดใจรส ชาติการต่อสู้อยู่ ก็พากันไปเป็นทหารรับจ้าง (Mercenaries) ในแถบแอฟริกา และเมืองต่างๆที่เคยเป็นอาณานิคม และดิ้นรนที่จะให้หลุดพ้นจากการปกครองของพวกนักล่าอาณานิคม

หลังสงครามเย็นเลิก และเมื่อสหภาพโซเวียดล่มสลาย ในปี ค.ศ.1991 เป็นต้นมา บรรดารัฐต่างๆ ที่เคยเป็นสมาชิกของสหภาพโซเวียด ต่างประกาศตัวเป็นอิสระ ขณะเดียวกับที่อเมริกา ก็เข้าไปแทรกแซงในการต่อสู้เพื่อเป็นอิสระของรัฐเหล่านั้น อเมริกาไม่ใช้กองทัพของตนเข้าไปทั้งหมด แต่ว่าจ้างให้กลุ่มนัก รบเข้าไปทำการแทน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพวก Contractors ซึ่งทำหน้าที่ไม่ต่างกับทหารรับจ้าง  (Mercenaries) นัก และเมื่อมีการเข้าไปสำรวจ ขุดเจาะ ทรัพยากรในตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกาฯลฯ พวกที่เข้าไปสำรวจก็จ้างนักรบเข้าไปดูแลทรัพย์สินและเจ้าหน้าที่ของตนด้วยContractors จึงมีอีกชื่อหนึ่ง เรียกกันว่า Private Military Contractors หรือ (PMC) หรือ Private Security Contractors (PSC)

สำหรับอเมริกาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลคาวบอยบุช (Bush), คลินตัน (Clinton) รวมถึงโอบามา (Obama) ล้วนใช้บริการของContractors ทั้งสิ้น และที่น่าสนใจ สหประชาชาติเอง ในการส่งกองกำลังของสหประชาชาติ ไปดูแลความสงบในประเทศใดๆ ที่อ้างว่า มีทหารจากประเทศสมาชิกส่งไปนั้น ของจริงมีจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพวก Contractors ทั้งสิ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีการปะทะกันรุนแรง

อเมริกาเลือกใช้บริการของ Contractors เพื่อหลีกเลี่ยงการแถลงความจริงต่อสภาสูง เนื่องจากการส่งกองทัพไปประจำที่ใด ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาสูง และที่สำคัญการใช้ Contractors มีความคล่องตัวในการย้ายกองกำลังและทุนที่ใช้ โดยใช้ผ่านงบลับต่างๆ ซึ่งอเมริกาชำนาญการเดินเรื่องแบบสีเทาใต้โต๊ะเช่นนี้อยู่แล้ว และหากมีปัญหาอะไร การเก็บกวาดง่ายกว่าเป็นกองทัพ

อเมริกาส่งกองกำลัง Contractors ไปทุกแห่ง ทั้งแถบอดีตสหภาพโซเวียด แอฟริกา ลาติน อัฟกานิส ถาน เอเซีย ตะวันออกกลาง สำหรับตะวันออกกลางนั้น มีรายงานบอกว่า เมื่อสมัยทำสงครามอ่าว อัตราส่วนระหว่างพลประจำกองทัพ กับพวก Contractors ประมาณ 1:50 แต่เมื่ออเมริกาเข้าไปปฏิบัติการในอิรัก และอัฟกานิสถาน จำนวนของ Contractors มีจำนวนมากกว่า จำนวนทหารในกองทัพเสียอีก !

ช่วงอเมริกาขยี้ อิรัก เขาว่า บริษัทนักรบรับจ้าง (Contractors) งอกขึ้นมาเป็นร้อย ในช่วงสูงสุดใช้ถึง 500 บริษัท มีทั้งบริษัทใหญ่ บริษัทย่อยและเป็นที่รู้กันว่า ในการรบ ปะทะ ยึดเมืองทั้งหมด เกือบทุกรายการของอเมริกาใช้ Contractors เป็นหัวเจาะนำเข้าไปก่อน และคุมพื้นที่ให้จนเรียบร้อย กองทัพตัวจริงจึงเข้ามา ดังนั้นความใหญ่ กร่าง และราคาของ Contractors จึงสูงขึ้นตามไปด้วย

Contractor ส่วนใหญ่ มีคนในรัฐบาลอเมริกันนั่นแหละ เป็นผู้มีส่วนจัดตั้ง ดูแล ส่งงานให้ และเป็นลูกพี่คุ้มหัวให้อีกต่อ เป็นธุรกิจมืดที่โด่งดัง มีอิทธิพล และราคาสูงจนน่าตกใจของอเมริกา

Contractor ระดับเจ้าพ่อของอเมริกา ที่สามารถระดมพลได้เป็นเรือนแสน และรับงานได้ทุกระดับความอันตราย ทุกพื้นที่ และเป็นเรื่องที่เป็นความลับสุดยอด ที่โด่งดัง มีอยู่ไม่เกิน 5 บริษัท หนึ่งในนั้นคือ แบล็ควอเตอร์ (Blackwater)!

ผมเคยเล่าเรื่อง แบล็ควอเตอร์ ให้ฟังกันประมาณกลางปีนี้ ในบทความนิทาน“หวังว่าเป็นเพียงข่าวลือ” สำหรับท่านที่ยังไม่เคยอ่าน หรือจำไม่ได้ ผมจะทบทวนให้ฟังเล็กน้อย

แบล็ควอเตอร์ ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1997 โดยนายเอริค พรินซ์ (Eric Prince) ลูกเศรษฐีที่ชอบการต่อสู้ เขาเป็นอดีตนาวิกโยธิน และประจำหน่วยซีล (Seal) ฝีมือดีของกองทัพอเมริกา แบล็ควอเตอร์รับงานระดับจัดหนัก hardcore ทั้งสิ้น เช่น ปฏิบัติการที่อัฟกานิสถาน อิรัก ลิเบียฯลฯ การเก็บผู้ก่อการร้ายสำคัญ ล้วนเป็นฝีมือของพวกแบล็ควอเตอร์ เป็นส่วนมาก ค่าจ้างของแบล็ควอเตอร์ เป็นหลักพันล้านเหรียญขึ้นไป ธุรกิจของแบล็ควอเตอร์ ไปได้สวยและโด่งดังมาก จนแบล็ควอเตอร์ไปสะดุดหัวแม่เท้าของใครไม่ทราบ ปี ค.ศ.2009 ลูกน้องของเขาถูกจับและถูกสอบสวน กรณีทำให้ชาวบ้านตายที่อิรัก ส่วนตัวนายพริ้นซ์ ถูกเล่นงานด้วยข้อหาหนีภาษี

ข่าวบอกว่าเอริค พรินซ์ ขายหุ้นในแบล็ควอเตอร์ ทิ้งในปี ค.ศ.2010 และตัวเขาหลบไปอยู่ที่ อาบู ดาบี(Abu Dhabi) บ้างก็ว่าไปอยู่ฮ่องกง ส่วนแบล็ควอเตอร์ เปลี่ยนผู้บริหารและเปลี่ยนชื่อเป็น Academi

แต่นายเอริค พรินซ์ ไม่ได้ทิ้งงาน Contractors ไปจริงๆหรอก มีข่าวว่า เขาเข้าไปทำธุรกิจที่แอฟริกา ตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Frontier Resource Group อ้างว่าเป็นการลงทุนด้าน infrastructure ในแอฟริการ่วมกับบริษัทจีน แถบซูดาน คองโก และไนจีเรีย จริงๆ ก็คือ ไปดูแลธุรกิจของจีน และนักลงทุนจีน ที่เข้าไปอยู่กันเต็มในแอฟริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา

หลังจากนั้นก็มีข่าวทยอยมาอีกว่า ฟรอนเทียร์ (Frontier) ไม่ได้รับงานแค่ 3 ประเทศแต่ดูแลไปถึงเคนยา, แองโกลา, เอธิโอเปีย, แทนซาเนีย, ยูกานดา,พิทแลนด์ ซึ่งเป็นรัฐอิสระอยู่ในโซมาเลีย ก็เกือบหมดแอฟริกานั่นแหละ!

ที่แอฟริกา ฟรอนเทียร์ (Frontier) ของนายเอริค พรินซ์ ทำงานร่วมกับ Contractors ระดับเจ้าพ่ออีกรายชื่อบริษัทSaracen ซึ่งมีสำนักงานอยู่หลายแห่งเช่นที่แอฟริกาใต้ (South Africa) และเลบานอน (Lebanon) เจ้าของซาราเซ็น (Saracen) เป็นใคร ข้อมูลบางรายบอกว่า เป็นของนายลาฟราส ลุตทิงก์ (Lafras Luitingh) บ้าง บางรายก็บอกว่านายลุตทิงก์ (Luitingh) ก็เป็นคู่หูของนายเอริค พรินซ์ นั่นแหละ

ซาราเซ็น (Saracen) มีฐานสำคัญอยู่อีก 2 ที่ ที่หนึ่งคือโซมาเลีย (Somalia) อีกที่หนึ่งคือโคโซโว (Kosovo) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโปแลนด์ (Poland) ลองเดาดูกันมั่งครับ ว่ามีความหมายอย่างไร

ท่านผู้อ่านคงสงสัย ผมเล่าเรื่องนายเอริค พรินซ์ และฟรอนเทียร์ (Frontier) กับ Saracen ทำไมยืดยาว

เมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ.2014 เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ (South China Morning Post) ลงข่าวแบบไม่ตีปีบว่า หุ้น DVN Holding ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือนายจอห์นสัน โค เฉิน ชัน (Johnson Ko Chun-shun) และซิติก กรุ๊ป (Citic Group) ซึ่งเป็นของรัฐบาลจีนทะยานขึ้น 7.3% ตั้งแต่มีการตั้งนายเอริค พรินซ์ อดีตเจ้าของบริษัทแบล็ควอเตอร์ ที่อื้อฉาวเป็นประธานบริษัท DVN ยังให้สิทธิ Option ในการซื้อหุ้นแก่นายเอริค อีกด้วย DVN เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง!

เรื่องนี้คงไม่เป็นแค่ข่าวลือ เพราะนสพ. เซาท์ ไชน่า (South China) ลงข่าวอย่างเป็นทางการ

และหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ.2014 ก็มีการแถลงข่าวที่อเมริกาว่า  Academi (ชื่อใหม่ของแบล็ควอเตอร์ ที่นายพรินซ์อ้างว่า ขายไปแล้ว) และบริษัทนักรบรับจ้าง Contractors อีก5 บริษัท ได้ควบรวมกับ ทริปเปิล คาโนปี (Triple Canopy) และตั้งเป็นบริษัท Contractors ที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ คอนสเตลลิส โฮลดิ้ง (Constellis Holding) ถือเป็นข่าวสะท้านวงการของพวกกองกำลังนอกระบบ และสะเทือนไปถึงกองกำลังในระบบของอเมริกา !

ในวงการเขาเล่ากันว่า นายเอริค พรินซ์นั้น คุมกองกำลังพวก Contractors ประมาณ 30 % ของContractor ทั้งหมด ส่วน Constellis คุมอีก 40% ที่เหลือน่าจะเป็นของไดน์ คอร์ป (Dyn Corp) (ซึ่งเป็นของพวกทหารที่ออกมาจากหน่วยรบพิเศษ (Special Force) เป็นส่วนใหญ่ กลุ่มนี้เป็นรุ่นแรกที่เป็นนักรบรับจ้างตั้งแต่สมัยสงครามเย็น โดยเข้าไปในบอสเนีย, โคโซโว (Bosnia, Kosovo) และบริษัทรายย่อย

สำหรับนายเอริค พรินซ์ คงชัดเจนว่าแปรพักตร์ไปเรียบร้อยแล้วจากอเมริกา เขาเป็นผู้ชำนาญการ  แถบตะวันออกกลาง ถ้าดูระยะเวลาเมื่อดอกไอซิส (ISIS) บานที่อิรักเมื่อกลางปี ค.ศ.2014 และพวกเสี่ยน้ำมันตะวันออกกลางกลุ่มซาอุดิ พยายามกดดันให้อเมริกาส่งกองกำลังไปจัดการ คงพอเป็นคำตอบได้ว่า อเมริกาจะเอากองกำลังนอกระบบที่ไหน ที่จะเข้าไปไล่จับ ISIS ในตะวันออกกลาง อย่างน้อยกองกำลังนอกระบบก็หายไปแล้ว 30% ที่เหลืออยู่ใช่ว่า จะอยู่ว่างๆเดินเล่น ต่างก็อาจติดภารกิจที่ทำสัญญากันไว้แล้ว

และถ้าปรากฏว่า คอนสเตลลิส โฮลดิ้ง (Constellis Holding) นั้น ก็ย้ายมาอยู่ฝั่งเดียวกับนายเอริค พรินซ์ ด้วย แล้วอเมริกา 

คงเหนื่อยแน่ ดูจากสีหน้าอันโทรมจัดของนายโอบามา ระยะหลัง โดยเฉพาะเมื่อไปโผล่หน้าที่แดนมังกร ฝืนยิ้มได้ฝืดตลอดรายการ ก็เกือบจะเชื่อแล้วว่ามีการย้ายฝั่งกันจริง นายโอบามาคงจะเดินเสียวสันหลังตลอดเวลาที่อยู่แดนมังกร ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง อเมริกาจะแก้เกมอันนี้อย่างไรล่ะ ก็ต้องพึ่งกองกำลังในระบบคือกองทัพอย่างเดียว มิน่าเล่า นายชัค เฮเกล (Chuck Hagel) รัฐมนตรีกลาโหม ถึงได้ร้องเพลงถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า ไม่ต้องให้นายโอบามาบีบหรอกครับ

Scroll to Top