แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

ชวาร์ตซ์ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อบอกกับคณะกรรมการว่า เราไม่มีทางเลือกมาก เราจะไปกับ เจ พี มอร์แกน หรือจะล้มละลาย ซึ่งหมายความว่า พนักงานของเราทั้งหมด 14,000 คน จะตกงานก่อนเที่ยงของวันพรุ่งนี้นะ (วันจันทร์) … จะให้ผมบอกว่ายังไงดี… มันดีกว่าทุกอย่างเป็นศูนย์

วันต่อมาตรงพื้นที่ทางเดินใน ตึกสำนักงานแบร์ สเติร์นส์ทุกชั้นก็แทบแตก มันแน่นขนัดไปด้วยผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่พากันเข้ามาที่บริษัทด้วยความโกรธจัด และบังคับให้บริษัทกลับไปเจรจาใหม่อาทิตย์หน้า และในวันประชุมเพื่อเจรจาใหม่นั้น เมื่อบรรดาผู้หุ้นรายย่อยปักหลักไม่ยอมถอย เจ พี มอร์แกน และFed ก็ตกลงว่า จะขึ้นราคาหุ้นให้เป็น 10 เหรียญ!

เออ… คราวนี้ราคามันขึ้นไปได้… แต่มันไม่ช่วยทำให้ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นของแบร์ อารมณ์ดีขึ้น พวกเขากลับยิ่งงง

ชวาร์ตซ์มานั่งทบทวนดู เขาบอกว่า ….ใช่ ความผิดพลาดมี ….ใช่ บริษัทเราเกิดความอ่อนแอทางสถานะการเงิน แต่ถ้าให้เขาทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม) เขาเชื่อว่าแบร์ ล้มเพราะมีคน “ตั้งใจ” ชนิดมายืนแอบอยู่ตรงมุมตึก ขัดขาหมีให้ล้มก่อน หลัง จากนั้นถึงกระทืบหมีซ้ำ จนจมดิน

ชวาร์ตซ์ ได้ให้รายชื่อผู้ที่เขาสงสัยว่า อาจเกี่ยวข้องกับขัดขา และการกระทืบหมี ให้แก่สำนักงานกำกับและดูแลหลักทรัพย์ของอเมริกา (SEC) ซึ่งในตอนนั้น (ค.ศ.2008) มีหลายคนถูกเรียกไปสอบสวน โดย เฉพาะกรณีที่ลือกันว่า มีบริษัทใหญ่ในวอลสตรีท “ชะลอ” การทำธุรกิจกับแบร์ และปล่อยข่าวรั่วไปถึงสื่อ เพื่อสร้างความแตกตื่นในตลาด

กุญแจของเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่เรื่องการขอเปลี่ยนตัวลูกหนี้ (Novation) ที่เกิดขึ้นในช่วง วันอังคาร วันพุธ ซึ่งทางแบร์ ตามสืบดูได้ความว่า ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับ 3 สถาบันคือ โกลด์แมนแซค (Goldman Sachs),เครดิต สวิส (Credit Suisse) และดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank)

ชวาร์ตซ์ คิดว่ามันไม่ใช่เรื่อง “บังเอิญ” มันน่าจะเป็นการวางแผน ให้อย่างน้อย 1 ใน 3 สถาบันนั้น เล่นบทยื่นขามาขัดให้ แบร์ ล้มด้วยการ ไม่รับการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ซึ่งก็มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อวันที่ชวาร์ตซ์ไปออกรายการที่ CNBC และเดวิด เฟเบอร์ (David Faber) ถามเรื่องนี้กับเขา 

ชวาร์ตซ์ กลับมาคิดดูว่า เฟเบอร์ก็น่าจะถามตัวเองด้วยเหมือนกัน ว่าทำไม มีคนมาเล่าเรื่องนี้ให้ เฟเบอร์ฟัง

มันต้องมีเหตุผลที่ให้มีการปล่อยข่าวแบบนี้ ชวาร์ตซ์ย้ำ…. เหตุผลง่ายๆ คือ คงมีใครอยากให้เราล้ม และล้มอย่างแรงด้วย

ใครล่ะ… มีเรื่องเล่ากันจากพวกเลห์แมน บราเธอร์ (Lehman Brothers) ว่า วันรุ่งขึ้นจากวันที่แบร์ถูกกระทืบจมดินในวันอาทิตย์นั้น มีพวกกองทุนเห็ดฟัน นัดกินอาหารเช้าฉลองกันเลย และอาทิตย์หนึ่งต่อ มาพวกเลห์แมน (Lehman) ก็โดนวางยาแบบเดียวกับแบร์เหมือนกัน

ชวาร์ตซ์เล่าว่า ทางแบร์สืบมาได้ว่า มี 3 บริษัท ที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้มแบร์… มันจริงหรือไม่จริง ไม่รู้นะ  แต่ทางแบร์ได้รายงานเรื่องนี้ให้ SEC แล้ว และบอกชื่อ 3 บริษัท นั้นให้ SEC ด้วย

เป็นเห็ดฟันจากชิคาโก 2 ราย

รายหนึ่งชื่อ ซิทาเดล (Citadels) บริหารโดยเทรดเดอร์เก๋าชื่อ เคน กริฟฟิน (Ken Griffin)

อีกรายชื่อ แคปิตัล พาร์ทเนอร์ ของ สแตมฟอร์ด (Capital Partners of Stamford) บริหารโดย สตีฟเวน โคเฮน (Steven Cohen)

ส่วนรายที่ 3 ไม่ใช่ใครอื่นไกลคือ โกลด์แมนแซค (Goldman Sachs) คู่แข่งรายสำคัญของแบร์ รังเก่าของ คิงเฮนรี่ ก่อนมาเป็นท่านคลัง นั่นแหละ

เห็ดฟันจาก “ชิคาโก” หรือ บังเอิญไปหน่อยไหม อย่างนี้เราก็ต้องตามไปขุดดู

เห็ดฟันรายแรกจากชิคาโก ตามข้อกล่าวอ้างของพวกแบร์คือ ซิทาเดล (Citadel) เป็นเฮดจ์ ฟันด์ (hedge fund) ที่ตั้งขึ้นที่ชิคาโก เมื่อปี ค.ศ.1990 (เมืองเหมาะ จังหวะเหมาะ!) โดย นายเคนเนธ ซี กริฟฟิน (Kenneth C. Griffin) ที่ตามประวัติ บอกว่า ไอ้หมอนี่จบจากฮาร์วาร์ด ด้านเศรษฐศาสตร์ ระหว่างที่เรียนอยู่แค่ปีหนึ่งก็ทำซ่า ตั้งกองทุนเห็ดฟันของตัวเอง ด้วยเงินประมาณ 265,000 เหรียญ อ้างว่า เป็นเงินที่ยายให้มารวมกับที่เพื่อนๆ ร่วมทุนด้วย… อ้อ …มียายรวย

เจ้ากริฟฟิน (Griffin) ลงทุนติดจานดาวเทียมไว้ข้างห้องนอนที่หอพัก เขาอ้างว่า ด้วยวิธีนี้ทำให้เขาติด ตามตลาดหุ้นได้แบบเรียลไทม์ กองทุนเขาเลยมีกำไรแยะ ก็เลยไปตั้งเห็ดฟันอีกกอง ไม่นาน ทั้ง 2 กองก็กำไรไม่รู้เรื่อง… เก่งฉิบหาย

หลังจากนั้น เห็ดฟันของกริฟฟิน ก็งอกออกไปเป็นพืด

ปี ค.ศ.2008 ก่อนที่แบร์จะถูกกระทืบ ซิทาเดล (Citadel) มีทรัพย์สิน 15,000 ล้านเหรียญ พนักงาน1,300 คน ไม่เลวเลย สำหรับเงินจากยาย และลงทุนตอนแรกแค่จานดาวเทียม แต่หลังจากที่แบร์ถูกกระทืบ เห็ดฟัน 2 กองของซิทาเดล ขาดทุนไป 40% และก็มีข่าวลือว่า กริฟฟินก็ไปคุยกับ Fed เหมือน กัน แต่ก็คงเป็นแค่ข่าวลือ เพราะแม้เห็ดฟันของซิทาเดล จะฝ่อไปเกือบครึ่ง กริฟฟิน ก็บอกว่า เขาพาซิทาเดล รอดวิกฤติ 2008 มาได้นะ…เพราะเราไม่มีปัญหาเรื่องขาดเงิน …ยายคงจะรวยมาก

และใน ปี ค.ศ.2014 เจ้ากริฟฟิน คนยายรวย ก็มีชื่อรวยติดอันดับ ฟอร์ปส์ มีทรัพย์สินประมาณ 5,500ล้านเหรียญ หูย… ชีวิตมันทำไมถึงราบรื่นรวยเร็วอย่างนี้หนอ

เมื่อรวยอย่างนี้ก็ต้องทำงานให้สังคมเป็นการตอบแทน กริฟฟินได้รับเลือกให้เป็น ทรัสตีของมหา วิทยา ลัยชิคาโก เป็นทรัสตีของสถาบันศิลปะของชิคาโก เป็นรองประธานกองทุนการศึกษาของชิคาโก และสถาบันต่างๆ อีกประมาณ 10 รายการในชิคาโก รวมทั้งตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก ซึ่งบริหาร งานโดยมหาวิทยาลัยชิคาโก … ทดแทนบุญคุณได้ดีมาก

สำหรับ ท่านที่อ่านนิทานกันมานาน คงจำกันได้นะครับว่า เมืองชิคาโกนี่คือถิ่นเกิด หรือรังแท้ของท่านหินร่วง ร้อกกี้ the great ของผม และมหาวิทยาลัยชิคาโกนั้น โคตรท่านหินร่วงเองเป็นผู้ตั้งขึ้นมา วิชาด้านสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ การศึกษาแบบเจาะลึกเข้าไปในท้องถิ่น หรือ Area Study รวมทั้งการใช้หลักจิตวิทยา สร้างการชี้นำสังคมแสบๆ ทั้งหลาย ก็เริ่มหลักสูตรมาจากมหาวิทยาลัยนี้ทั้งสิ้น

อ้อ… นายกริฟฟิน นี่ยังนับถือนิกายเพรสไบธีเรียน เหมือนท่านหินร่วงอีกด้วย

เรื่องของเจ้ากริฟฟิน ดูน่าสงสัยก็จริง แต่ผมว่า เรื่องมันยังกระจอก แค่ปั้นดินเป็นดาว เอามาวางให้แวววาวหลอกคนดู อย่างนี้ผมยังไม่อยากใจเร็ว ยกย่องว่าท่านหินร่วง มีส่วนเกี่ยวพันกับการกระทืบหมีให้ จมดิน…ระดับท่านหินร่วง น่าจะมีอะไรแหลมคมล้ำลึกกว่านี้น่า (แต่หน้าตาไอ้หมอนี่ ไม่น่าไว้ใจเอาเลย)

เห็ดฟันรายที่ 2 จากชิคาโก เป็นกลุ่มเห็ดฟัน ที่ใช้ชื่อว่า S.A.C. Capital Advisors ซึ่ง สตีเวน เอ โคเฮน(Steven A Cohen) ตั้งขึ้น

รายนี้น่าสนใจทีเดียว สตีเวน เอ โคเฮน มาจากครอบครัวยิว ในนิวยอร์ก พ่อเป็นเจ้าของร้านตัดเย็บเสื้อผ้า แม่เป็นครูสอนเปียโน มีพี่น้อง 7 คน แต่ร้านตัดเสื้อคงกิจการดี โคเฮน (Cohen) เรียนจบจากWharton School ของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (Pennsylvania) ในปี ค.ศ.1978

เรียนจบปั๊บ ก็ไปทำงานเป็นจูเนียร์เทรดเดอร์ที่กรุนทัล แอนด์ โค (Gruntal & Co) ทำอยู่ถึงปี ค.ศ.1992 ก็ออกมาตั้งบริษัท SAC Capital Partners ด้วยทุน 20 ล้านเหรียญ ของตัวเอง แม่เจ้าโว้ย ไม่รู้เอาเงินมาจากไหน กิจการตัดเสื้อของพ่อดี หรือย่าให้ หรือทำงานแค่ 14 ปี มีเงินเก็บมาลงทุน 20 ล้านเหรียญ เท่ากับ 600 ล้านบาทนะครับ … ลุงนิทานทำงาน 40 ปี ยังเก็บไม่ได้เท่านี้เลย (ขาดไป 599.9ล้านบาท ฮา)

ปัจจุบัน SAC บริหารทรัพย์สินประมาณ 14,000 ล้านเหรียญ และโคเฮน ได้รับการยกย่องจากฟอร์ปส์ (Forbes) ให้เป็นคนรวยอันดับที่ 35 ของอเมริกา

กิจการของนายโคเฮน คงดีจริงๆ ปี ค.ศ.2013 จึงถูก กลต. ของอเมริกา (SEC) ตรวจสอบ ผลการสอบ สวนปรากฏว่า มีความผิดหลายกระทง เช่น ใช้ข้อมูลภายในหากำไรโดยไม่ชอบ (insider trading)สรุป ว่า พนักงาน SAC โดนคดี ไป 8 คน และระดับหัวหน้าคนหนึ่งเจอโทษคุก 9 ปี แต่ตัวนายโคเฮน คงเส้นแข็ง อย่างกับหิน จึงรอดไปได้ ส่วนบริษัท SAC สารภาพผิด และเจรจาจ่ายค่าปรับให้กับทาง การไปแค่1,200 พันล้านเหรียญ สามหมื่นกว่าล้านบาท …. จิ๊บจ๊อยมาก สำหรับคนย่ารวย กับโดนข้อห้ามบริหารกองทุนให้บุคคลภายนอก

นายโคเฮน บอกไม่มีปัญหา…. แล้วเขาก็ตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาทันที ชื่อ Point 72 เปลี่ยนเป็นบริหารกองทุนประเภทของครอบครัวแทน โดยมีพนักงานประมาณ 1,000 คน แน่จริงๆ พี่

เพื่อให้แน่ใจว่า จะไม่ให้โดนจับอีกนายโคเฮน จ้างเควิน เจ โอคอนเนอร์ (Kevin J. O’Connor) อดีตอัยการใหญ่ของรัฐคอนเนคติคัต มาเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัท และตั้งหน่วยงานพิเศษ โดยจ้างอดีตซีไอเอ เอฟบีไอ และเจ้าหน้าที่ของ SEC มาคอยช่วยตรวจดูการทำงานของเทรดเดอร์ของเขา …เอาแบบว่า คราวนี้ ทำยังไงก็ไม่มีวันโดนข้อหา โดนจับก็แล้วกัน

แค่นั้นคงยังไม่อุ่นใจพอ สงสัยเรื่องน่าเสียวไส้คงมีให้ทำแยะ เจ้าโคเฮน เลยไปจับมือกับบริษัท พาเลนเทียร์ (Palantir Technologies Inc.) ให้สร้างระบบ software พิเศษ สำหรับการทำงานของบริษัทด้วย และเจ้าโคเฮน ยังไปซื้อตัวผู้บริหารระดับสูงของ IBM มาเป็น หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเสียด้วย …อย่างนี้ต้องเรียกว่า แน่จริง หรือเอาจริง นี่มันตั้งกองทุน หรือ ตั้งกระทรวงกันแน่ ท่าทางจะรับงานใหญ่มาก

พาเลนเทียร์ (Palantir) เป็นชื่อที่มาจากหนังสือ Lord of the Rings ของ เจ อาร์ อาร์ โทลเคียน (JRR Tolkien) หมายถึง “seeing stones” มองเห็นก้อนหิน … มันช่างตั้งชื่อจริงนะ

พาเลนเทียร์ ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.2004 (ช่วงบูมของ MBS, CDO ช่างเลือกเวลาจริง) โดย ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel), โจ ลอนส์เดล (Joe Lonsdale), อเล็กซ์ คาร์พ (Alex Karp), สตีเวน เอ โคเฮน (Steven A. Cohen) และเนธาน เก็ตติงส์ (Nathan Gettings) มีคนทำงาน 1,500 คน

พาเลนเทียร์ เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการสร้างซอฟแวร์ สำหรับวิเคราะห์ข้อมูล มีลูกค้ารายแรก เป็นหน่วยงานของรัฐทางด้านงานข่าวกรอง แปลว่าตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานให้รัฐ หรือคนของรัฐ แบบทำงานนอกระบบ

ซอฟแวร์ของพาเลนเทียร์ที่โด่งดังมากมีอยู่ 2 โครงการ

โครงการแรกคือ พาเลนเทียร์ กอตแธม (Palantir Gotham) (ผมยอมมัน ไอ้พวกนี้มันช่างตั้งชื่อ) สำหรับให้หน่วยงานข่าวกรองของรัฐบาลอเมริกัน ใช้ในการติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับการก่อการร้าย กิจกรรมที่อาจกระทบความมั่นคงและ กิจการสงคราม (Warfare Monitor) การฉ้อโกง รวมทั้งติดตามเกี่ยวกับการปฏิบัติการด้านจิตวิทยา

โครงการที่ 2 คือ พาเลนเทียร์ เมโทรโปลิส (Palantir Metropolis) สำหรับพวกสถาบันการเงิน กอง ทุน เห็ดฟันใช้ในการวิเคราะห์… วิเคราะห์อะไรบ้างไม่รู้ ข้อมูลเขาให้ไว้แค่นั้น

รายได้ของพาเลนเทียร์ ถ้าจะมีแยะ บริษัทเลยยกเลิกแผนการตอนแรก ที่จะระดมเงินทุนจากประชาชน (IPO) หรือกลัวผู้ถือหุ้นที่เป็นประชาชนจะรู้มากไป

ปี ค.ศ.2014 บริษัทมีทรัพย์สินมูลค่า 9,000 ล้านเหรียญ ฟอร์ปส์ (Forbes) ยกให้เป็นบริษัทเอกชนทาง ด้านเทคโนโลยี ที่มีมูลค่าสูงที่สุด

ปลายปี ค.ศ.2014 บริษัทแยกกองทุนจากเอกชน เป็นหลายกองทุน กองทุนที่สะดุดตา ชื่อ In-Q-Tel ซึ่งเป็นเครือข่ายของซีไอเอ

ปี ค.ศ.2013 วารสาร TechCrunch เปิดเผยว่า ลูกค้าของพาเลนเทียร์ ณ ปี ค.ศ. 2013 มีอย่างน้อย 12 กลุ่ม ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรวมถึง CIA, DHS, NSA, FBI, CDC, Marine Corps, Air Force, Special Operation Command ฯลฯ และ CIA กับ FBI ถึงกับเชื่อมฐานระบบของตัวเข้ากับพาเลนเทียร์ด้วย

ปี ค.ศ.2010 หุ้นส่วนของพาเลนเทียร์ ชื่อ Information Warfare Monitor เปิดเผยว่า พวกเขาใช้software ของพาเลนเทียร์ ในการติดตามและเข้าไปในระบบโกสท์เนต (Ghostnet) และชาโดว์เนตเวิร์ค (Shadow Network) ได้

โกสต์เนต (Ghostnet) คือ ระบบจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ ที่ถูกอ้างว่ามีฐานอยู่ที่จีน ที่มีเป้าหมายการเจาะถึง 1,295 เครือข่ายใน 103 ประเทศ รวมทั้งที่สำนักทำการของดาไลลามะ และคอมพิวเตอร์ของนาโต้ และสถานทูตต่างๆ

ส่วนแชโดว์เนตเวิร์ค (Shadow Network) ซึ่งก็ถูกอ้างว่ามีฐานอยู่ที่จีน มีเป้าหมายการจารกรรมข้อมูล จากหน่วยงานความมั่นคงของอินเดีย และหน่วยงานของทหาร รวมทั้งฐานทัพทั้งหลาย ทำการขโมยเอกสารเกี่ยวกับความมั่นคงของอินเดีย สถานทูตต่างๆ และกองทัพของนาโต้ ที่อยู่ในอาฟกานิสถาน
เหมือนอเมริกาจะบอกว่า จีน แฮ็กเข้าไปในระบบของใครบ้าง แต่อเมริกาก็ตามตูดจีนไปได้ตลอดเหมือนเงา และรู้ว่าจีนได้อะไรไป ….เกทับกันน่าดู

ล่าสุด พาเลนเทียร์ เพิ่งหาทุนเพิ่มอีก 880 ล้านเหรียญ โดยเพิ่งยื่นข้อมูลแจ้งกับ SEC ของอเมริกา เมื่อปลายเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.2015 บริษัทตั้งเป้าว่าจะต้องหาทุนรอบนี้ ให้ได้ถึง 2,000 ล้านเหรียญ ก็ไม่มากนะ แค่ 6 หมื่นล้านบาทเอง บริษัทคิดสร้าง ซอฟแวร์ จะเอาเงิน 6 หมื่นล้านบาทไปทำอะไรดีครับ

บริษัทบอกว่า เอาไปสร้างระบบรวบรวมข้อมูลเรียกว่า big data สำหรับเอาไว้วิเคราะห์ (แม่มมัน) ทุกอย่าง ตั้งแต่ด้านความมั่นคงจนถึงด้านโกง (defense to fraud) ผมอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่า มันจะวิเคราะห์ป้องกันไม่ให้คนอื่นเขาทำ หรือวิเคราะห์เพื่อเอาไว้ทำกับคนอื่น และผู้ที่ร่วมลงทุนครั้งนี้ ก็แน่ นอน มี In-Q-Tel ของซีไอเอร่วมอยู่ด้วยอย่างเคย

ตกลง ไอ้เรื่องป้ายปลอมนี่ มันจะไม่ใช่แค่เรื่องอาการป่วย ทางธุรกิจการเงินและเศรษฐกิจของอเมริกาแล้วสินะ …หรือผมจะอ้อมไกลไป  ไม่นะ มันคล้ายจะเชื่อมโยงกันทั้งนั้น

ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง ให้ช่วยกันดู

เรื่องของพาเลนเทียร์ ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกแยะ ท่านใดอยากจะรู้ต่อ ก็กดกูเกิล ชื่อบริษัทนี้เข้าไปอ่านเลยนะครับ ข้อมูลยาวเหยียด

ยังไม่ได้เล่าถึงบุคคลสำคัญที่เป็นหัวหอกในการจัดตั้ง พาเลนเทียร์ และเป็นหุ้นส่วนใหญ่

เขาชื่อ ปีเตอร์ แอนเดรีย ธีล (Peter Andreas Thiel) เกิดเมื่อปี ค.ศ.1967 พ่อแม่เป็นชาวเยอรมัน พ่อเป็นวิศวกรเคมี อาชีพสุดโปรดของท่านร้อกกี้หินร่วง ธีล (Thiel) ย้ายมาอยู่อเมริกาพร้อมกับพ่อแม่ เมื่อเขาอายุขวบเดียว เป็นเด็กเก่งฉิบหาย เป็นแชมป์หมากรุกรุ่นอายุต่ำกว่า 21 ของอเมริกา

ธีล (Thiel) เรียนจบทางปรัชญาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และก็เรียนกฎหมายต่อ ปี ค.ศ.1998 เขาร่วมคิดระบบการจ่ายเงินออนไลน์ PayPal และต่อมาขายระบบไปให้ eBay ในปี ค.ศ. 2002 รวยเละไปเลย

ธีล ยังทำอะไรอีกแยะ รวมทั้งร่วมลงทุน และเป็นที่ปรึกษาให้กับ Facebook พอเห็นเค้าอะไรไหมครับ(ไม่ต้องมายุ่งกับผมเลยนะมึง) เล่าหมดไม่ไหวครับ …ไอ้หมอนี่มันขยันจัง แต่ผมว่า ไอ้หมอนี่มันกำลังเดินตามรอยตีนของ ท่านหินร่วง จะเดินเอง หรือมีเชือกจูงก็ไม่แน่ใจ โดยการตั้งกองทุน สะสมเด็กจีเนียส ฯลฯ และยังจัดอีเวนส์อีกด้วย ทันสมัยมากชื่อ Palantir Night Live event โดยเชิญตัวเด็ดดังๆ ทางด้านงานข่าวกรองและไอที มาแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้กัน

แขกรับเชิญที่ผ่านมาเช่น แกรี่ คาสปารอฟ (Garry Kasparov) แชมป์หมากรุกชาวรัสเซียอาเซอร์ไบจัน ที่เกลียดคุณพี่ปูตินของผม อย่างเข้าไส้ ถึงขนาดตั้งชมรม the Other Russia และเขียนบทความ ด่ารัสเซียภายใต้คุณพี่ปูตินอยู่บ่อยๆ

นอกจากนี้ก็ยังมี แอนดริว แมคคาฟี่ (Andrew McAfee) นักเขียน/ผู้ชำนาญด้านไอที

เนลสัน เดลลิส (Nelson Dellis) นักแข่งด้านความจำ memory athlete ที่ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นที่ 1 ของโลก แต่กำลังฝึกที่ได้ตำแหน่งนั้น มันฝึกทำไม และมันเอามาคุยกันทำไม

ที่ขาดไม่ได้คือ ไมเคิล เชอร์ทอฟฟ์ (Michael Chertoff) ท่านที่อ่านนิทานเรื่องป้ายลวงมาแล้ว คงจำชื่อคุณยิวหน้าโหดคนนี้ได้ เขาเป็นอดีตหัวหน้าสำนักงาน Homeland Security และลูกกระเป๋งใหญ่ของท่านหินร่วง ที่กำลังเดินสายพูด เรื่องสงครามไซเบอร์

เล่ามาถึงตรงนี้ คงพอเห็นแล้วนะครับว่า เกือบทุกเรื่องมันดูเหมือนจะเชื่อมโยงต่อเรื่องกันว่า ใครเป็นใคร ใครเกี่ยวกับใคร อย่างไม่น่าเกี่ยว และไม่น่าเชื่อ

อ้าวตายลุงแก่ขี้ลืม ลืมบอกไป… นายธีลนี่ เขาอยู่ในคณะกรรมการกำกับนโยบาย Steering Committee ของสมาคมลับสุดยอด บิลเดอร์เบิร์ก กรุ๊ป (Bilderberg Group) ด้วยนะครับ เป็นสมา คมที่มีสมาชิกระดับชนชั้นครีม ชั้นบนสุดของขนมเค้กแห่งโลก เช่น เป็นประมุขหรือผู้นำประเทศ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ทั้งนั้น รวมทั้งผู้ที่น่าจะเป็นประโยชน์ พูดภาษาเดียวกันคิด (เป็นเจ้าของโลก) แนวเดียวกัน และเป็นสมาชิกโดยการเชิญเท่านั้น

ส่วนเจ้าโคเฮน ก็เป็นสมาชิก CFR แหม …ค่อยๆ แง้มตัว ทยอยโผล่หัวกันมาแล้ว

ตกลงเจ้า Point72 นี่มันเป็นเห็ดฟัน หรือมันทำอะไรแน่ไม่รู้เหมือนกัน

มีข้อน่าสังเกตว่า เห็ดฟันรายที่ 2 ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเกี่ยวข้องอะไรกับชิคาโก แต่ชื่อตรงกับที่ แบร์ บอก ผมก็สันนิษฐานว่า ในวงการเขาคงรู้กันว่า ใครเป็นเด็กของใคร แต่คงต้องพูดอ้อม ขืนพูดตรง ๆ อาจจะลงหลุม แต่ดูจากข้อมูลที่นำมาเล่า ผมว่า องค์ประกอบให้ ตีนเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ หมีถึงได้เละคาพื้น

เหลือผู้ต้องสงสัยรายที่ 3 คือ โกลด์แมนแซค (Goldman Sachs) ผมขอข้ามไปก่อน เพราะเรื่องของเขาต้องเล่ารวม และโปรดอย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า ใครเป็นคนกระทืบหมีสลบเหมือดคาพื้น … เรื่องมันอีกยาว พันกันยุ่ง ผมต้องค่อยๆเลาะ …ติดตามอ่านไปก่อนนะครับ

Scroll to Top