แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 3 ‘เหยื่อ’

ไม่ตกสะเก็ด

ตอน 10

ในปี ค.ศ.1904 ญี่ปุ่นมอบหมายให้ ทากาฮาชิ ซึ่งไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ไปทำหน้าที่หาเงินกู้ที่อังกฤษ เพื่อให้ญี่ปุ่นมีทุนไปรบรัสเซีย ปรากฏว่า มีผู้อุดหนุนให้ญี่ปุ่นรบรัสเซียล้นหลาม แสดงว่า… รัสเซียคงไม่ค่อยมีเพื่อนในอังกฤษ… นอกจากนี้ยังมีผู้ลงทุนจากนิวยอร์ก ปารีสและฮัมเบิร์ก รายชื่อผู้ลงทุนให้ญี่ปุ่นรบรัสเซีย นอกจากมีสารพัดบริษัทเงินทุนใหญ่คับโลกแล้ว ยังมีคนใหญ่ๆ คับโลก เช่น ลอร์ด สเปนเซอร์ (Lord Spencer) เสนาบดีกระทรวงวังของอังกฤษ และมกุฎราชกุมารของอังกฤษ ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์ในชื่อของกษัตริย์จอร์จ (George) ที่ 5 อีกด้วย

จากการไปเดินสายหาเงินสนับสนุนการรบ ทากาฮาชิได้ข้อคิดกลับมาว่า… ชัยชนะของญี่ปุ่น ไม่ได้ขึ้นกับความสามารถของญี่ปุ่นโดยลำพัง… แต่จะต้องได้รับการสนับสนุน ด้านการเงินและอาวุธ จากอังกฤษและอเมริกา

เขากลับมาบอกกับฝ่ายที่ต้องการสร้างกองทัพญี่ปุ่นเช่นนั้น และทำให้เขาเป็นที่เกลียดชังของฝ่ายกอง ทัพอย่างยิ่ง

เมื่อปรากฏว่า กองทัพญี่ปุ่นรบชนะรัสเซียในปี ค.ศ.1905 ฝ่ายที่ต้องการสร้างกองทัพให้ยิ่งใหญ่ก็คิดว่า ตนเองใกล้จะเป็นมหาอำนาจแล้ว… งบประมาณของญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1905 ถึงปี ค.ศ.1914 จึงเน้นไปในทางพัฒนากองทัพและอาวุธ และเมื่อถึงปี ค.ศ.1915 ระหว่างที่พวกฝรั่งกำลังทำสงครามโลกรบกันเอง ญี่ปุ่นจึงลองเชิง ยื่นข้อเสนอ 21 ข้อให้จีน

ทากาฮาชิไม่เห็นด้วย เขาบอกว่า ญี่ปุ่นกำลังหาเรื่องใส่ตัว การกระทำดังกล่าว จะสร้างแรงสะท้อนกลับ ทำให้อังกฤษและอเมริกาไม่พอใจญี่ปุ่น และจะทำให้จีนเอง ก็เพิ่มการต่อต้านญี่ปุ่นด้วย และเมื่อทากาฮาชิได้เป็นรัฐมนตรีคลัง ในปี ค.ศ.1920 …เขาจึงเสนอให้มีการลดกำลังกองทัพบก และกองทัพเรือลง เพราะว่ากองทัพกำลังคุกคามความเป็นประชาธิปไตยของญี่ปุ่น ในการกำหนดนโยบายด้านต่างประเทศ

ดูเหมือนคำเตือนของทากาฮาชิ และข้อเสนอของเขา จะยิ่งสร้างความแตกแยก เกี่ยวกับเรื่องกองทัพของญี่ปุ่นให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดมีการลอบฆ่าผู้ที่ไม่เห็นด้วย แน่นอน ผู้ที่ถูกลอบฆ่ามักจะเป็นเป็นฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีกองทัพ

เมื่อนายกรัฐมนตรีฮาระ เคอิ (Hara Kei) ถูกลอบฆ่าในปี ค.ศ.1921 ทากาฮาชิ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และไปตกลงทำสัญญา Washington Treaty 1922 ที่มีผลให้กองทัพเรือญี่ปุ่นต้องจำกัดจำนวนเรือ เมื่อเทียบกับกับอเมริกา อังกฤษ แล้วสัดส่วนจำนวนเรือรบของญี่ปุ่นจะเป็นเพียง 3 ใน 5 ส่วนของอเมริกากับอังกฤษแต่ละประเทศ และญี่ปุ่น ต้องคืนเกาะชิงเตาของจีน ที่ให้เยอรมันเช่าไป และญี่ปุ่นไปยึดมาในช่วงทำสงครามโลกครั้งที่ 1 นอกจากนี้ ข้อสัญญายังกำหนดให้ทุกฝ่ายเคารพอาณาเขตและอธิปไตยของจีน และหยุดการใช้กำลังทางทหารกับจีน

สัญญานี้ ยิ่งสร้างความเดือดดาลให้แก่ฝ่ายกองทัพของญี่ปุ่น ซึ่งบอกว่า ทากาฮาชิ กำลังพาญี่ปุ่นเข้าไป อยู่ใต้ตีนของอังกฤษและอเมริกาเรื่องจีน

เหมือนใครกำลังเล่นอะไร ปกป้อง คุ้มครอง ทนุถนอมจีนเป็นพิเศษ ถ้านึกถึงเรื่องสงครามฝิ่นและกบฏนักมวย ก็คงเข้าใจได้ว่า มันไม่น่าใช่เพราะความเห็นใจจีนอย่างจริงใจ น่าจะเป็นรายการหวงชามข้าว หรือแย่งชามข้าวกันมากกว่า

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง อังกฤษยังไม่ได้ทุกอย่างตามที่ลงทุนวางแผน ขนาดบ้านเมืองฉิบหายกันไปทั่ว และผู้คนล้มตายเกลื่อน อังกฤษยังมีเรื่องค้างที่ต้องทำต่ออีกแยะ คือการแบ่งสมบัติของผู้แพ้สงคราม การแบ่งเค้กตะวันออกกลาง การจัดการเรื่องอิตาลี เยอรมันและรัสเซียให้จบแบบเบ็ดเสร็จ และไม่ใช่อังกฤษจะวุ่นเรื่องยุโรปเท่านั้น เรื่องในเอเชียก็ต้องจัดการด้วย

สรุปคือ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย หลังจากสร้างสงครามโลกครั้งที่ 1 เสร็จ คิดว่าตน เองเป็นเจ้าของโลกไปเรียบร้อยแล้ว จึงต้องการจัดการบ้านเมืองผู้อื่น รวมทั้งทรัพยากรของเขา ให้เป็นอย่างที่ตนเองต้องการ

อ้าว แล้วอังกฤษลืมอเมริกา เจ้าหนี้รายใหญ่ (ที่ให้อังกฤษ ยืมทุนไปทำสงคราม) และผู้ร่วมปล้นตัวสำคัญไปแล้วหรือ… คิดว่าอเมริกาจะอือออ ช่วยกันห่อแล้วหมกด้วยกันทุกเรื่องหรือไง

ย้อนกลับมาที่จีน ในช่วงปี ค.ศ.1900 หลังจากกบฏนักมวย จีนก็ยิ่งแตกเป็นก๊กมากขึ้น แต่ในที่สุดในปี ค.ศ.1911 ซุนยัดเซ็นแห่งก๊กมินตั๋ง ก็ปฏิวัติยึดอำนาจในจีน โค่นราชวงศ์ชิงลงได้

แต่อังกฤษไม่สบอารมณ์เกี่ยวกับเรื่องการปฏิวัติในจีนอย่างยิ่ง ถึงกับบอกว่า ซุนยัดเซ็นคือตัวปัญหาใหญ่ของอังกฤษในเอเซีย ซุนยัดเซ็นควรจะปฏิวัติให้สำเร็จ และรีบปราบก๊กต่างๆ ในจีนให้ราบคาบ… แต่ซุนยัดเซ็นกลับเดินสายพูดว่า เราต้องล้างคราบอาณานิคมฝรั่ง โดยเฉพาะอังกฤษ ให้หมดไปจากจีน…

เอ๊ะ ไหนเขาว่า ซุนยัดเซ็นนี้เป็นเด็กสร้างของฝรั่งไง สงสัยต้องขุดเรื่องคุณหมอซุนกันหน่อย จะได้ตามทันว่า อังกฤษต่อมแตก เพราะอะไร

ซุนยัดเซ็นเกิดเมื่อปี ค.ศ.1866 เป็นชาวเมืองเจียงชัน (Xiangshan) ครอบครัวแค่พอมีกินมีใช้ อายุเพียง 13 ก็นั่งเรือไปฮาวาย ไปอยู่กับซุนไหมพี่ชายที่นั่น เพื่อเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนฝรั่ง เขาพูด เขียนภาษาอังกฤษได้คล่อง แถมได้รางวัลด้านไวยากรณ์อังกฤษอีกด้วย หลังจากนั้นก็เข้ารีต ไปนับถือศาสนาคริสต์ และได้รับการสนับสนุนจากพวกมิชันนารีในจีนและฮาวาย ให้ข้ามไปเรียนหมอที่ฮ่องกงจนจบ 

ญาติพี่น้องส่วนใหญ่ของคุณหมอซุน ต่างก็ขึ้นเรือหนีชีวิตลำเค็ญในจีน ไปอยู่อเมริกาเป็นแถว พ่อเลยบอกว่า เขาก็ควรทำเช่นนั้น แต่คุณหมอซุนกลับนึกถึงประเทศจีน ที่ถูกฝรั่งกำลังลอกคราบ จึงไม่อยากไปทำงานในอเมริกา แต่คิดอยากทำปฏิวัติ ไล่ราชวงศ์จีน ไล่ฝรั่งออกไป แล้วสร้างจีนใหม่เพื่อประชาชนจีนปกครองตัวเองขึ้นมาแทน

ปี ค.ศ.1884 คุณหมอซุนก็จัดประชุมที่ฮาวาย เพื่อจะตั้งสมาคมลับที่มีเป้าหมายจะโค่นล้มราชวงศ์แมนจู ต่อมาสมาคมลับนี้ ก็พัฒนาเป็นพวกก๊กมินตั๋ง

คุณหมอซุน ได้เพื่อนที่ดูเหมือนจะเป็นคนมองเห็นการณ์ไกล คอยให้การสนับสนุนชื่อ ชาลี ซ่ง (Charlie Soong) เป็นชาวจีนที่ไปสู้เอาข้างหน้าในอเมริกา แต่รวยแล้วกลับมาอยู่ในจีนแล้วก็ยิ่งรวยใหญ่ ชาลีชื่นชมความคิดของคุณหมอซุน ให้การสนับสนุนเต็มที่ แต่เขาว่า มาแตกคอกัน เมื่อคุณหมอซุนทดลองซ้อมปฏิวัติครั้งแรก ในปี ค.ศ.1895 แล้วปรากฏว่า ล่มไม่เป็นท่า คุณหมอกับพวก ก็เลยอพยพ หลบไปปัก หลักอยู่ที่ญี่ปุ่นเสียนาน โดยลูกสาวชาลี ซ่ง หนีตามไปอยู่ด้วย …เลยไม่แน่ใจว่า ชาลี ซ่ง แตกคอกับซุนยัดเซ็น เพราะเสียดายลูกสาว หรือเสียดายว่า ซุนยัดเซ็นปฏิวัติไม่สำเร็จ

เอ๊ะ ปี ค.ศ.1895 นี่มันจีนกับญี่ปุ่นทะเลาะกันรบกัน ไม่ใช่หรือ ก็ที่ญี่ปุ่นรบกับจีนเรื่องเกาหลีนะ ก็น่าคิด เหมือนมีใครมากระซิบบอกคุณหมอว่า จีนต้องยกกองทัพไปเกาหลี ค่ายทหารว่างทางปลอด น่าจะเป็นเวลาเหมาะในการปฏิวัติจีน แต่คุณหมอดันทำปฏิวัติไม่สำเร็จ แถมเลือกหลบภัยไปอยู่บ้านศัตรู เรื่องนี้มันชวนให้งงจริงๆ

ในบันทึกความทรงจำของซุนยัดเซน เขาบอกว่า เมื่อเขาไปถึง ญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1895 นายอินนูไก ทาเคชิ (Inukai Takashi) หัวหน้าพรรคลิเบอรัลของญี่ปุ่น ได้ส่งนายมิยาซากิ ยะโซะ และฮิรามายะ ชิน มารับที่เมืองโยโกฮามา หลังจากนั้นก็พาเขามาโตเกียว เพื่อมาพบกับหัวหน้าใหญ่ของพรรค ในตอนนั้นพรรคลิเบอรัลได้เป็นรัฐบาล และนายโอกูมะ ชิเกโนบุ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีอินนูไกเป็นผู้ช่วย หลังจากนั้น คนพวกนี้ ก็ได้แนะนำให้ซุนยัดเซ็น รู้จักกับชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน และคนพวกนี้ได้ช่วย เขาอย่างมากในการทำการปฏิวัติในปี ค.ศ.1911

ตัวซุนยัดเซ็นเอง เมื่อมาอยู่ญี่ปุ่นก็ตัดหางเปียทิ้ง แถมเปลี่ยนมาใช้ชื่อญี่ปุ่นว่า นาคามาย่า โช (Nakamaya Sho)

ส่วนนายอินนูไก ทาเคชิเอง ก็เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของตนว่า

“… คงมีน้อยคน ที่จะเห็นใจชาวจีนที่รักชาติและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้านี้ อย่างจริงใจ อย่างที่ผมมีให้กับพวกเขา… เมื่อซุนยัดเซ็นและพวกลี้ภัย มาอยู่กับพวกเรา ผมปกป้องเขา หลายครั้งที่เขามาอยู่ที่บ้านผม บ้านผมกลายเป็นที่ประชุมลับ หลายครั้งที่เขาใส่เสื้อผ้าและกินอาหาร จากรายได้อันน้อยนิดของผม เมื่อซุนยัดเซ็นอยู่กับผม ผมบอกกับเขาว่า ทางออกที่เหมาะสมของจีน มีอยู่ทางเดียว คือ ทำอย่างที่ญี่ปุ่นทำ…”

ก็เป็นเรื่องที่เราคงต้องทำความเข้าแยะหน่อย

นายอินนูไก ทาเคชินั้น เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เขาแปลหนังสือเล่มหนึ่ง ในปี ค.ศ.1874 เป็นหนังสือที่เขียนโดย นายเฮนรี่ ซี แครี่ย์ (Henry C. Carey) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในสมัยนั้น นายแครี่ย์เป็นผู้เสนอให้ใช้ ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์แบบอเมริกัน และคัดค้านการค้าเสรีแบบอังกฤษ ซึ่งนายแครี่ย์บอกว่า มันก็คือการเอาการค้านำหน้า เพื่อจะยึดเอาประเทศคู่ค้าเป็นอาณานิคมนั่นแหละ

เรื่องนายอินนูไกนี่ มันพอบอกอะไรเราได้ไหมครับ

ซุนยัดเซ็นหลบอยู่ในญี่ปุ่นถึง 10 ปี (บางเอกสารว่า อยู่ 6 ปี) ระหว่างนั้นเขาตั้งสมาคมลับของเขา ซิง จง ฮุย (Hsing Chung Hui) ขึ้นที่เมืองนางาซากิ เมืองชิโมโนเซกิและโกเบ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นักศึกษาชาวจีนเข้ามาอยู่ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น นักศึกษาพวกนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับแผนปฏิวัติของซุนยัดเซ็นเกือบทั้งสิ้น ในปี ค.ศ.1902 มีนักศึกษาจีนในญี่ปุ่นประมาณ 500 คน แต่ในปี ค.ศ.1906 มีนักศึกษาชาวจีนถึง 13,000 คน และเมื่อราชวงศ์แมนจูห้ามชาวจีนเข้าศึกษาในโรงเรียนทหาร นักศึกษาจีนก็ข้ามมาเรียนที่โรงเรียนทหารที่ซุนยัดเซ็น สร้างขึ้น ที่ชานเมืองโตเกียว แถวตำบลอาโอยามา ในพวกนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนที่ญี่ปุ่น มีหนุ่มแน่น วัย 18 ปี คนหนึ่ง เข้ามาเรียนที่โรง เรียนเตรียมทหารของซุนยัดเซ็น เมื่อปี ค.ศ.1907 …เขาชื่อ เจียงไคเช็ค

ในช่วงปี ค.ศ.1903 ถึง ค.ศ.1905 ซุนยัดเซ็น เดินสายระหว่าง ฮาวาย อเมริกา และยุโรป กับพรรคพวก และตั้งสมาคมใหม่ ชื่อ ถง เหมิง ฮุ่ย (Tong Meng Hui) หรือ Chinese Revolution Alliance และกลับมาตั้งสมาคมนี้ที่โตเกียวด้วย ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1905 เขาจัดประชุมสมาคมที่บ้านของ นายยูชิดะ โรเฮอิ ….ซึ่งเป็นนักการเมืองใหญ่ในโตเกียว และเป็นหัวหน้าสมาคมลับมังกรดำ… ยากูซ่าในญี่ปุ่น ซึ่งให้การสนับสนุนด้านการเงิน และอื่นๆ แก่ซุนยัดเซ็น แต่จริงๆแล้ว ถง เหมิง ฮุ่ย โตเกียว ก่อตั้งขึ้นที่บ้านของนายซากาโมโต้ คินยา สมาชิกรัฐสภาของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินในจีน

ในปี ค.ศ.1907 ซุนยัดเซ็นเดินสายในญี่ปุ่นและเสนอนโยบาย 3 ประการของเขา พร้อมกับประกาศว่า จะยกทางเหนือของมณฑลชางชุนให้แก่ญี่ปุ่น ถ้าช่วยเหลือเขาในการปฏิวัติจีน ปรากฏว่า คำประกาศของซุนยัดเซ็น คงล้ำเส้นไปหน่อย ไม่รู้ไปขัดแผนใคร รัฐบาลญี่ปุ่นจึงสั่งให้ซุนยัดเซ็นออกไปจากญี่ปุ่น แต่ทั้งยูชิดะ และฝ่ายการเมืองของญี่ปุ่นเห็นว่า ยังไงก็ควรรักษาไมตรีกับซุนยัดเซ็นไว้ก่อน ในที่สุดเป็นเจ้าพ่อมังกรดำเอง เป็นผู้แนะนำให้ ซุนยัดเซ็นออกไปจากญี่ปุ่นชั่วคราว พร้อมแถมเงินติดกระเป๋าให้ ซุนยัดเซ็น ไม่ให้เสียหน้า เสียไมตรีต่อกัน อืมม…

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซุนยัดเซ็นเขียนไว้ ในบันทึกของเขาว่า

“… สัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เป็นปัญหาร่วมกันของความอยู่รอด (ของประเทศ) และความสิ้นสุด (ของประเทศ) …ถ้าไม่มีญี่ปุ่น ก็อาจจะไม่มีจีน และถ้าไม่มีจีน ก็อาจจะไม่มีญี่ปุ่น… “

ซุนยัดเซ็นเห็นว่า จีนกับญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ ในเอเซียต้องจับมือกัน Pan Asianism

“ความปรารถนาของข้าพเจ้าคือ เห็นพวกเรา ชาวเอเซีย ควรร่วมกันขับไล่พวกชาติตะวันตกทั้งหลาย ให้หมดไปจากเอเชียของเราเสียที…. และหมดอย่างถาวร” และด้วยความคิดเยี่ยงนี้ ซุนยัดเซ็น ก็เข้าไปวุ่นวายกับการกบฏในฟิลิปปินส์และเวียตนามด้วย

ตลอดเวลา 16 ปี ของการพยายามปฏิวัติไล่ราชวงศ์ชิงและไล่ฝรั่งออกจากจีน ซุนยัดเซ็นเดินสายพูดไปทั่วทุกแห่ง เพื่อหาเงินมาทำปฏิวัติ เขาเริ่มตั้งแต่การไปพูด และรับเงินบริจาค แต่เงินบริจาคมันก็พอแค่เลี้ยงตัวกับเป็นค่าเดินทางไปพูด ต่อมาซุนเริ่มพัฒนาวิธีการหาเงิน เขาเริ่มออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับพวกที่ต้องการสนับสนุนเขา โดยสัญญาจะใช้เงินให้ เมื่อปฏิวัติสำเร็จพร้อมดอกเบี้ยสูง แต่ก็ยังไม่ได้เงินตามเป้าหมาย ซุน เปลี่ยนเป็นออกตั๋วพร้อมคำสัญญาว่า…จะใช้เงิน พร้อมให้สัมปทาน หรือให้สิทธิพิเศษ….. หลังจากนั้น เขาโดนรัฐบาลแต่ละประเทศ ที่ยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ หมายหัว เขาจึงกลับ มาตั้งหลัก และเปลี่ยนแผนการระดมทุนอีกรอบ

คราวนี้ซุนทำการบ้าน หารายชื่อเศรษฐีจีนที่อยู่แถบเอเซีย โดยเฉพาะแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร้อยกว่าคน เขาจึงเดินสายมามาทางนั้น เขาออกพันธบัตรสงคราม war bond ไม่ต่างกับที่พวกวอลสตรีท ทำให้กับอังกฤษ เมื่อตอนจะสร้างสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่สำหรับปฏิวัติจีน ซุนยอมทำสัญญาแปะไว้กับพันธบัตรรายใหญ่ว่า พร้อมที่จะให้สัมปทานทำเหมือง ในจีนเป็นเวลา 10 ปี และในบางรายเขาสัญญาว่า จะให้คนจีนที่เป็นเจ้าของเหมืองดีบุก ทำสัญญาขายดีบุกให้แก่ อเมริกา ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของการส่งออกดีบุก ขนาดทำอย่างนี้แล้ว เขายังได้ทุนไม่พอไปทำการปฏิวัติ เขาจึงไปขอเงินกู้จากธนาคารฝรั่งเศสในฮ่องกง เป็นจำนวน 40 ล้านเหรียญฮ่องกง โดยวางโรงสีข้าว 3 โรง ในไทย ให้เป็นหลักประกัน กับเหมืองแร่อีก 3 รายในมลายู ให้เป็นหลักประกัน เช่นเดียวกัน… แต่ที่สุดก็ไม่ได้เงินกู้รายนี้

ความคิดของซุน เกี่ยวกับเรื่องการออกตั๋ว พ่วงสัมปทาน ให้คนจีนที่สนับสนุนเงินทุนมาทำปฏิวัติ นี่น่า สนใจมาก มันโดนใจ หรือมันไปขัดข้องใจใครกันบ้างไหม

ซุนเล่าว่า ในระหว่างการเดินสาย เขาได้พบคนหลากหลาย และหลายคน แม้จะไม่ใช่คนจีน ก็มีความ เห็นใจจีน ซุนจึงได้เพื่อน 4 คน ที่มาช่วยเรื่องการจัดการหาเงินทุน

โฮเมอร์ ลี (Homer Lea) เป็นชาวอเมริกันหลังค่อม ที่มีการศึกษา จบมหาวิทยาลัย และชอบการทหาร เขาเดินทางไปจีน ในช่วงกบฏนักมวย เข้าใจสภาพของจีนดี จึงเข้ามาช่วยคนจีนก่อนที่จะเจอซุนเสียด้วยซ้ำ เขาตั้งโรงเรียนฝึกการต่อสู้ และยุทธศาสตร์ เพื่อสอนให้พวกคนจีนในลอสแองเจลีส ที่พร้อมจะไปร่วมทำการปฏิวัติกับซุน ลี ยังพาเพื่อนทหารประเภทกระดูกเหล็ก มาช่วยการให้การฝีก อีกหลายคน ต่อมาลีเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของซุน

ชาร์ลส์ บูธ (Charles Boothe) เป็นอดีตนายธนาคารแถวนิวยอร์ก ถูกให้เกษียณจากอาชีพ เพราะสุขภาพไม่ดี

ดับเบิ้ลยู ดับเบิ้ล ยู แอลเลน (W. W. Allen) นักการเงินมือดีมีอนาคต จากวอลสตรีท ซึ่งเป็นเพื่อนรักตั้งแต่เด็กของบูธ

หยง วิง (Yung Wing) ชาวจีนจบการศึกษาเยล (Yale) เป็นนักเรียนหัวก้าวหน้าอยู่แถบคอนเนคติคัต ถิ่นคนรวยอยู่ไม่ว่าฝรั่ง หรือจีน

ทั้ง 4 คน ตั้งกลุ่มอเมริกันเพื่อจีน ในปี ค.ศ.1910 และช่วยการวางแผนปฏิวัติไล่ราชวงศ์แมนจู โดยตั้งงบไว้ที่ 10 ล้านเหรียญ ลี เป็นคนวางแผนการทหาร บูธ เป็นผู้ประสานงานกับพวกต่างชาติ อัลเลน เป็นตัวสำคัญ ในการประสานงานเรื่องการเงินกับกลุ่มวอลสตรีท ส่วนหยง เป็นตัวกลางในการเชื่อมการทำงาน ระหว่างกลุ่มปฏิวัติในอเมริกากับในเอเชีย

คงเริ่มมองเห็นอะไรกันบ้าง แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป

เล่าเรื่องซุนยัดเซน เสียยาว เพราะเขาเป็นตัวสำคัญ ในการโยงเรื่องของจีนกับเรื่องของญี่ปุ่น

และเรื่องของเขา น่าจะทำให้เราเห็นชัดขึ้น เกี่ยวกับการวางแผนและลงมือล่าเหยื่อของอังกฤษ และอเมริกา ที่วางแผนล่าข้ามศตวรรษเหมือนกัน และดูเหมือนตอนนี้ก็ยังล่าไม่ได้อย่างใจ เรื่องยังไม่จบ…

ขณะที่ซุนยัดเซ็น ยังวิ่งหาเงินเพื่อมาทำปฏิวัติอยู่ที่อเมริกา ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1911 ก็เกิดการระเบิดขึ้นที่เมืองหวูชาง มณฑลหูไบ่ ทางการเตรียมกวาดล้างพวกก่อเหตุ เหตุการณ์ระเบิดจึงยกระดับ เป็นการลุกขึ้นของประชาชน แล้วก็กลายเป็นการปฏิวัติของประชาชน ….ฝ่ายทหารของมณฑลย้ายข้าง…มาอยู่กับพวกปฏิวัติด้วย หลังจากนั้นการปฏิวัติก็ลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ซุนยัดเซ็นได้ข่าว จึงรีบเดินทางกลับมาจากอเมริกา

ก็น่าสนใจว่าปฏิวัติเริ่ม โดยคนคิดทำปฏิวัติ ยังอยู่อีกฝั่งของโลก ตกลงใครทำปฏิวัติกันแน่

หลังจากนั้นอีก 2 เดือน ฝ่ายปฏิวัติก็ยึดครองจีนได้กว่าครึ่งประเทศและราชวงศ์ชิงก็ล่มลง พวกปฏิวัติจึงพร้อมใจกันเลือกให้ ซุนยัดเซ็น เป็นประธานาธิบดีคนแรก พร้อมกับการสถาปนา เป็นสาธารณรัฐจีน ในต้นปี ค.ศ.1912

อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ได้ข่าวปฏิวัติจีนก็โกรธจนคลั่ง….บอกว่า อังกฤษจะไม่ทนกับการมี “อเมริกา” อีกแห่ง อยู่ในสนามหลังบ้านที่เอเซียอย่างเด็ดขาด… ไม่ได้เขียนชื่ออเมริกาผิดครับ

เอ๊ะ พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร ว่าแล้ว… อังกฤษก็เรียกระดมกำลัง… ทั้งพวกบนดิน ใต้ดิน และฝ่ายการเมืองมาวางแผนแก้เกมซุนยัดเซ็น (หรือเกมอเมริกา?!) แล้วยวนชีไข่ (Yuan Shi-kai) ขุนนางใหญ่ ฝ่ายทหารของราชวงศ์แมนจู จอมทะเยอทะยาน ที่อยากใหญ่เทียมฟ้ามานาน ก็ได้รับใบสั่งจากอังกฤษ ให้เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ

แม้พวกปฏิวัติ จะยึดทางใต้ได้หมด แต่ทางเหนือและกองทหารทางนั้น ยังไม่ยอมเข้ากับพวกปฏิวัติ ซุนยัดเซ็น คงยังมองเห็นเงาอังกฤษค้างอยู่ จึงถอยกลับมาหนึ่งก้าว และยกตำแหน่งประธานาธิบดีให้ ยวนชีไข่… คนใส่ปลอกคอยี่ห้ออังกฤษไปก่อน…. แล้วตัวเขาก็ไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการรถไฟ เพื่อวางแผนสร้างทางรถไฟแทน เออ งง …. หมากจีน กระดานนี้เล่นแปลก

แล้วรายการขย่มขวัญก็เกิดขึ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1913 ซ้ง เจี้ยว เหริน (Song Jiaoren) เพื่อนคู่คิดของซุนยัดเซ็น ตั้งแต่นั่งฝันเฟื่องด้วยกันที่ฮาวาย…. ถูกฆ่าตาย

ซ้ง เจี้ยว เหริน เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ฮาวายที่ ซุน ฝากท้องและปากเอาไว้ ทุกวัน ซุนจะไปนั่งกินข้าว (ฟรี) ที่ร้านของซ้ง และคุยให้ฟังถึงความฝันของเขาที่จะไล่ฝรั่งออกไปให้พ้นจากจีน… ซ้งฟังจนเคลิ้ม ในที่สุดก็ปิดร้านอาหารและติดตามซุนไปทุกแห่ง… และเป็นซ้งที่เป็นคนคิดและจัดการตั้งสมาคม ถง เหมิง ฮุ่ย (Tong Meng Hui) และนำพรรคก๊กมินตั๋ง เข้าไปสู่การเลือกตั้ง จนได้ชัยชนะในปี ค.ศ.1912-ค.ศ.1913

การตายของ ซ้ง เจี้ยว เหริน ทำให้ซุนยัดเซ็นต้องหันกลับมาเดินหน้าใหม่ และถามหาผู้รับผิดชอบ แต่ยวนชีไข่ ไม่ให้ราคาซุนยัดเซ็น แรงกระเพื่อมจึงเกิดขึ้นมาใหม่จากฝ่ายปฏิวัติ

ยวนชีไข่ แน่ใจว่า ตนเองมีแรงหนุนเต็มที่จากนายท่าน จึงสั่งจับซุนยัดเซ็น แล้วซุนยัดเซ็นก็เลยต้องเปิดแนบ หนีไปอยู่ญี่ปุ่นอีกรอบ ส่วนยวนชีไข่ก็ได้รางวัล นายท่านอนุญาตให้ตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี…. ซุนยัดเซ็นไม่กลับเข้ามาในจีนอีกเลย จนยวนสีไข่ตายในปี ค.ศ.1916

แม้ตัวจะไม่กลับเข้ามา แต่ในปี ค.ศ.1915 จีนก็ได้รับหนังสือขู่จากญี่ปุ่น ข้อเรียกร้อง 21 ข้อ ที่ตั้งญี่ปุ่นเป็นที่ปรึกษาทุกเรื่อง ไม่รู้จะเกี่ยวกันไหม และเกี่ยวแบบไหน

ระหว่างที่อยู่ญี่ปุ่น ดูเหมือนรัศมีและอำนาจของซุนยัดเซ็นจะลดลงไปแยะ เมื่อเขาพยายามจะฟื้นพรรคปฏิวัติ พรรคพวกเก่าๆ ก็ไม่กลับมา เมื่อยวนชีไข่ตายในปี ค.ศ.1916 ซุนยัดเซ็นจึงกลับเข้าในจีน ในปี ค.ศ.1917 เขาพยายามตั้งรัฐบาลแข่งที่กวางสู และเจียงไคเช็ค ก็เริ่มเข้ามาร่วมวงด้วย แต่ก็ยังไปไม่รอด ซุนยัดเซ็น ก็ต้องหนีอีกรอบไปตั้งหลักที่ เซี่ยงไฮ้

ซุนยัดเซ็นยังไม่ถอดใจ…. ในปี ค.ศ.1919 เขาตั้งก๊กมินตั๋งจีนขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อพรรคชาตินิยม(Nationalist Party) แต่ก็ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ช่วงปี ค.ศ.1922 การต่อสู้ระหว่างเจ้าพ่อก๊กต่างๆ กลับเกิดขึ้นอย่างมากมาย รบกันไปทุกหัวระแหง และซุนยัดเซ็นก็กลับไปตั้งหลัก ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ที่เซี่ยงไฮ้… เขาเห็นแล้วว่า ถ้าจะเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต…

ปี ค.ศ.1923 ซุนยัดเซ็นจึงทำความตกลงกับโซเวียต และโซเวียตก็ส่งที่ปรึกษามิคาอิล  โบโรดิน (Mikail Borodin) มาจัดระบบพรรคก๊กมินตั่งหรือพรรคชาตินิยมให้ใหม่ ตั้งสถาบันทางการเมือง เพื่อให้ความรู้ และอบรม ด้านการระดมพล เคลื่อนพลและการโฆษณาชวนเชื่อ ขณะเดียวกันซุนยัดเซ็น ก็ส่งเจียงไคเช็คไปโซเวียต เพื่อเข้าหลักสูตรการทหาร เมื่อเจียงไคเช็คกลับมาถึงจีน ซุนยัดเซ็นก็ให้ตั้งสถาบันการ ทหาร วัมเปา (Wampao Academy) เพื่อให้การอบรมด้านการทหารให้แก่ทั้งก๊กมินตั๋ง และพรรคคอม มิวนิสต์ ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

แต่ขณะเดียวกัน เจียงไคเช็ค ก็เริ่มสร้างอำนาจให้ตัวเอง

หลังจากได้โซเวียตมาช่วยจัดระบบให้ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็เริ่มเข้ามาร่วมกับพรรคจีนก๊กมินตั๋ง แต่จำนวนสมาชิกของทั้ง 2 พรรคต่างกันมาก ขณะที่ ก๊กมินตั๋งมีสมาชิกเป็นแสน พรรคคอมมิวนิสต์ มีแค่เป็นพัน (ในขณะนั้น)

แล้วซุนยัดเซ็นก็ล้มป่วย และเสียชีวิตในปี ค.ศ.1925 เจียงไคเช็คขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทน แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

ตกลงซุนยัดเซ็น เป็นนักปฏิวัติที่มีอุดมการณ์น่านับถือ หรือเป็นเด็กสร้างของฝรั่ง หรือเขาเป็นเพียงหมาที่ฝรั่งใช้เดิน เพื่อผลประโยชน์ของฝรั่ง โดยเขาไม่รู้ตัวหรือรู้ตัว …แต่คิดว่า เพื่อให้ถึงจุดหมายตามอุดม การณ์ของตัว ในขณะที่ปัจจัยยังไม่พร้อม ก็ต้องยอม… หรือหลอก (ฝรั่ง) ไปพลางๆ ก่อน เป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่ง

Scroll to Top