เล่ม 3 ‘เหยื่อ’
ไม่ตกสะเก็ด
ตอน 15
อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ.1941
แต่ก่อนอเมริกาจะเข้าทำสงคราม ถังความคิด (think tank) ชื่อ Council on Foreign Relations (CFR) และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ภายใต้การกำกับของ CFR ได้รวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ประมาณ 200 คน ระดมสมอง จัดทำโครงการ ที่เรียกว่า War and Peace Studies อย่างลับสุดยอดอยู่ 2 ปี ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1939- ค.ศ.1940
โครงการนี้อยู่ภายใต้การอำนวย การ และเงินทุนสนับสนุนทั้งหมดโดยมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์
War and Peace Studies ได้วางแผนไว้เรียบร้อยว่า …อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลกและกำหนดเส้นทางของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจนว่า …อเมริกาจะต้องเข้าครอบครอง และควบคุมบริเวณใดบ้างของโลกนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโต แข็งแกร่ง ให้แก่เศรษฐกิจของอเมริกา
บริเวณที่อเมริกาคิดครอบครองรวมถึงลาตินอเมริกา ยุโรป อาณานิคมของจักรภพอังกฤษ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
War and Peace Studies เรียกบริเวณนี้ว่า “Grand Area”
โครงการ War and Peace Studies ยังบอกอีกว่า เราจะต้องได้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาทรัพยากรในบริเวณนี้มาใช้เป็น วัตถุดิบ ให้ญี่ปุ่นทำอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และส่งสินค้านั้นกลับไปขายในประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่เราไป (ปล้น) เอามานั่นแหละ ญี่ปุ่นจะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม ที่มีต้นทุกถูกกว่าบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าของ
และหลายปีก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม หรืออาจจะก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสงครามด้วยซ้ำ อเมริกา (หรือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ the great) คิดไว้แล้วว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อเมริกาจะเป็นผู้ครอบครอง และควบ คุมญี่ปุ่นหลังสงครามแต่ผู้เดียว
และอเมริกาก็ทำได้ อเมริกาน่าจะวางแผนนี้นานอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 …
นักล่าใบตองแห้งแน่จริงๆ วางแผนเป็นขั้นตอนยาวนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่หลุดแผน และยังไม่จบแผน…
ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อเมริกาก็เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่น …แต่ผู้เดียวตามแผน ต่างกับเยอรมัน ซึ่งเมื่อแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ละชาติ ต่างก็พากันตั้งหน่วยทหารของตนเป็น
รัฐบาล ปกครองเขตตนในเยอรมัน แต่ญี่ปุ่นมีเขตปกครองเดียวคือ เขตของอเมริกา และอเมริกาใช้รัฐบาลญี่ปุ่นขณะนั้น ปกครองญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแลของอเมริกา
ประธานาธิบดีทรูแมน แต่งตั้งให้นายพลแมคอาเธอร์ มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรSupreme Commander Allied Power (SCAP) มาดูแลญี่ปุ่น โดยผู้ชนะสงครามรายอื่นเช่น นายก รัฐมนตรีของอังกฤษ รวมทั้งนายพลเจียงไคเช็คของจีน และแม้แต่สตาลินของโซเวียต ก็ไม่ (กล้า) ขัดใจอเมริกา
และในช่วง 6 ปี ที่นายพลแมคใช้อำนาจในฐานะ SCAP ปกครองชาวญี่ปุ่น 83 ล้านคน …เขาไม่สนใจกับคณะกรรมมาธิการพันธมิตรอีก 11 ประเทศ Far Eastern Commission ที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง ที่หวังจะมีส่วนร่วมในการ “ดูแล” ญี่ปุ่น แม้แต่น้อยคณะ 11ประเทศ กลายเป็นแค่ “ผู้ดู”
นายพลแมคมาถึงญี่ปุ่น พร้อมกับภารกิจใหญ่ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอเมริกาคือ มาทำการปฏิรูปญี่ปุ่น
แต่ขณะเดียวกันการ “จัดการ” ญี่ปุ่น ในวอชิงตันเองก็ไม่ได้มีความเห็นไปทางเดียวกันนัก …การเมืองฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปญี่ปุ่น …แต่การเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้การปฏิรูปล่มกลางคัน…
ท่านนายพลแมคน่าจะปวดหัว
การ “ปฏิรูป” ญี่ปุ่น ที่อเมริกาหวังจะให้ดำเนินการด่วน ภายใต้อำนาจของ SCAP
เรื่องแรกคือ ญี่ปุ่น… โดยจักรพรรดิ ต้องออกมารับผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลก
เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปกองทัพญี่ปุ่น หรือจริงๆ ก็คือ ยกเลิก หรือลดกองกำลังญี่ปุ่นให้เหลือเพียงแค่หยิบมือ ตามมาด้วย
เรื่องที่สาม คือ จับตัวพวกที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการ เมือง นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ มาดำเนินคดี
เรื่องใหญ่ทั้งนั้น นายพลแมคจะรับไหวหรือแต่นายพลแมคไม่ได้มาคนเดียว เดี่ยวๆ เขามี ลอเรนส์ ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Laurence Rockefeller) มาเป็นผู้ช่วย (หรือ ผู้คุม) และยังมีนายพลบอนเนอร์ เฟลเลอร์ส(Bonner Fellers) ประกบติดตัวนายพลแมคมาด้วย
นายพลเฟลเลอร์ส มีชื่อเสียงในกองทัพว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับญี่ปุ่น
แต่จริงๆ… เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับญี่ปุ่น และแถมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่เขาเป็นพวกเคว้กเกอร์ เช่นเดียวกับเมียของทูตกริว และรอบตัวของจักรพรรดินี แม่ของจักรพรรดิฮิโรฮิโต
และเนื่องจากเป็นเคว้กเกอร์ เขารู้จักกับชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน ที่พวกเคว้กเกอร์สนับสนุนให้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เป็นเครือข่ายของเคว้กเกอร์ที่อเมริกา เมื่อจบกลับมา หลายคนกลับมาเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น
เฟลเลอร์ส ถูกประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ส่งมาประจำกองทัพอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1930 ต้นๆ แต่ดูเหมือนเขาจะอยู่ญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และต่อมาเขากลายเป็นเชือก… ที่ฮูเวอร์ใช้ชักใย… นายพลแมคที่ปกครองญี่ปุ่น ตามอำนาจของ SCAP
อ้อ ฮูเวอร์ ก็เป็นพวกเคว้กเกอร์ด้วยครับ
แล้ว ฮูเวอร์ มาเกี่ยวอะไรกับนายพลแมคและ SCAP
เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1929-1934 ช่วง Great Depressionของอเมริกา แม้ว่าจะมีคนมองว่า เขาอยู่ในพวกกลุ่มวอลสตรีท แต่เขากู้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้น และแยกทางกันเดินกับพวกมอร์แกนในภายหลัง แต่ที่น่าสนใจฮูเวอร์จริงๆ แล้ว เรียนจบมาด้านธรณีวิทยา และเป็นผู้ชำนาญเรื่องแร่ เขายุ่งอยู่กับธุรกิจเหมืองแร่ ไปทั่วจนถึงออสเตรเลียและถึงจีน และในช่วงปี ค.ศ.1899–ค.ศ.1900 ที่เกิดกบฏนักมวย เขา “บังเอิญ” ติดอยู่ที่จีนในช่วงนั้นพอดี ตัวเขาและเมียพูดภาษาจีนแมนดารินได้ดี
มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อกลับมาอเมริกา และต้องย้ายบ้านไปอยู่ทำเนียบขาว…. ท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง จะส่งภาษาจีนกัน เวลาไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง ว่านินทา หรือด่าใคร
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ปีแรกๆ อเมริกาตั้งตัวเป็นกลาง แต่การรบในยุโรปกำลังสาหัส และชาวยุโรปรับบาปเคราะห์ ขาดทั้งอาหาร ยาและเครื่องนุ่งห่ม ปี ค.ศ.1914 ฮูเวอร์ ซึ่งรวยจนพอจากการเจอแร่สารพัดแห่ง จึงมาทำการกุศลช่วยบริหารองค์กรชื่อ Committee for Relief in Belgium (CRB) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 11 ล้านเหรียญ ดูเหมือนในรายชื่อผู้ใจบุญรายใหญ่ของ CRB จะมีชื่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์อยู่ด้วย
เสร็จจากช่วยคนเจอภัยสงคราม ฮูเวอร์ก็ไปใจดีต่อที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ซึ่งก็มีคนเจอภัยปฏิวัติ…ช่วยคนไป มีเวลาก็สำรวจแร่ไป… ในที่สุดนักธุรกิจใหญ่ๆอเมริกัน ก็เข้าไปขุดแร่ทำเหมืองในรัสเซียกันใหญ่ คงไม่ต้องบอกว่า มีชื่อใครบ้าง
ปี ค.ศ.1927 เกิดน้ำท่วมใหญ่แถวแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ ตอนนั้นฮูเวอร์เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ของอเมริกา เลยไปดูแลชาวบ้านโดยระดมทั้งกองทหารและกาชาดไปช่วย และด้วยเงินทุนจากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในแถบที่น้ำท่วม และหน่วยอนามัยนี้ได้ช่วยรักษาชาวบ้านที่ติดเชื้อมาเลเรีย เชื้อไทฟอยด์ ท้องร่วงฯลฯ และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งไปตั้งหน่วยค้นคว้าทางแพทย์อยู่ในจีน ก็กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคสารพัด …และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับ นายชิโร อิชิอิ (Shiro Ishii) แห่งหน่วย 731 ของญี่ปุ่น …ก็ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยทด ลองการใช้อาวุธชีวภาพ และแบคทีเรียกับมนุษย์ และทดลองกับชาวจีน จนเจ็บป่วยทรมาน แสนสาหัส อยู่แถวทางเหนือของจีน
เรื่องบังเอิญ มันแยะจริง