เล่ม 3 ‘เหยื่อ’
ไม่ตกสะเก็ด
ตอน 16
วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ.1945 …เพียง 4 วัน นับแต่วันที่ญี่ปุ่นยอมสงบศึก
เจ้าหน้าที่ฝ่ายญี่ปุ่น 14 คน ก็บินไปหาคณะทำงานของท่านนายพลแมค ที่เมืองมะนิลา เพื่อหารือเรื่องงานพิธีการสงบศึกที่จักรพรรดิฮิโรฮิโต จะต้องเป็นคนพูดสารภาพผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงคราม… แต่จริงๆ พวกญี่ปุ่นดูเหมือนจะไปทดสอบอุณหภูมิของฝ่ายอเมริกามากกว่า
ท่านนายพลแมค นอนไขว่ห้างอยู่ในที่พัก ปล่อยให้เด็กๆ ทั้ง 2 ฝ่าย ทดสอบอุณหภูมิกันเอง
ฝ่ายญี่ปุ่นจับไต๋ได้ว่า… ฝ่ายอเมริกันนั้น ดูเหมือนจะดีแต่ท่า พวกอเมริกาที่มาทำงานแทบไม่มีใคร “รู้จัก” ญี่ปุ่นเอาเลย ขอข้าว ขอน้ำ เป็นภาษาญี่ปุ่นก็คงอดตาย แถมไม่มีทีท่าว่าอยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่น แม้ แต่น้อย พวกเขาอยากรีบทำงานให้จบๆ แล้วก็รีบกลับบ้านไปกินเนื้อสเต๊กใกล้สุก มากกว่ากินปลาดิบ
หลังจากวัดอุณหภูมิอเมริกันได้ว่า อาการไข้ปลาดิบน่าจะสูงขึ้นทุกวัน …รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น นายชิเกมิตสุ (Shigemitsu) ก็จัดทัพคณะทำงานฝ่ายญี่ปุ่นเสียใหม่ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับคณะ ทำงานของฝ่าย SCAP โดยมอบหมายให้มือขวาของเขา… นายคาเซะ โตชิคาซุ (Kase Toshikazu) ซึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย แอมเฮิร์สต์ (Amherst) และฮาร์วาด ซึ่งมีชื่อเสียงมากของอเมริกา มาเป็นหัวหน้าผู้ประสานงานกับ SCAP
นายคาเซะ ทำหน้าที่เป็นเลขาส่วนตัว ของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นทุกคน มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 …จริงๆ แล้ว เขาสังกัดหน่วยสืบราชการลับของญี่ปุ่น เขาเป็นผู้ประสานงานกับเบอร์ลินและมอสโคว์ พวกอเมริกันชอบเขามาก โดยเฉพาะนายพลเฟลเลอร์ส ถึงกับออกปากว่า …เขาเป็นเพื่อนรักของผมนะ และเขาใกล้ชิดกับจักรพรรดิมากกว่าใครเลยล่ะ…
ก่อนสงครามโลกจากขยายใหญ่ในปี ค.ศ.1941 นายคาเซะได้เป็นหัวหน้ากองอเมริกา ในกระทรวงต่าง ประเทศญี่ปุ่นแทน นายเทราซากิ ทาโระ (Terasaki Taro) และเช่นเดียวกับนายเทราซากิ นายคาเซะ ก็สนิทสนมดีกับ โจเซฟ กริว ทูตอเมริกันประจำญี่ปุ่นที่ใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเงินทั้งฝั่งอเมริกา และฝั่งญี่ปุ่น และรวมทั้งเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์
คณะผู้ประสานงานกับ SCAP ที่นำโดยนายคาเซะ ทำให้การทำงานของฝ่ายอเมริกันง่ายขึ้น คำสั่งต่างๆ ของฝ่ายอเมริกัน จะส่งมาที่คณะนายคาเซะ… ซึ่งทำหน้าที่แปลและแปลง… ถ้าข้อความส่งให้อเมริกา เขาก็เต็มรสซอสมะเขือเทศ ข้อความส่งให้ญี่ปุ่น เขาก็เต็มวาซาบิ… นายคาเซะทำหน้าที่เป็นกันชน และคนแต่งรส …ในการสื่อสารระหว่างอเมริกากับญี่ปุ่น รวมทั้งถ่วงเวลาหรือทำทุกอย่าง… เพื่อประโยชน์ของฝ่ายญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยข่าวกรองด้วย นายคาเซะ “รู้จัก” คนอเมริกันอย่างดี เขาเก็บข้อมูลของฝ่ายอเมริกาไว้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นความลับระดับไหน คุณสมบัติเฉพาะข้อมูลละเอียดอ่อน ข้อขัดแย้ง หรือคู่แข่งของฝ่ายอเมริกัน เขามีหมดทั้งหมดนี้ อเมริกาโดยเฉพาะ ฝ่ายท่านนายพลแมค น่าจะไม่รู้ตัวเลย
ฝ่ายท่านนายพลแมค นายพลเฟลเลอร์ ภายใต้การกำกับจากทางไกลของฮูเวอร์ก็กำลังหาทาง “จัดการ” ให้ภารกิจปฏิรูปญี่ปุ่นเดินหน้าไปตามที่ War and Peace Studies วางนโยบายและตามใบสั่ง
ใบสั่งบอกว่า การปฏิรูปญี่ปุ่น แม้จะดีกับชาวญี่ปุ่น แต่ถ้าจับนักธุรกิจใหญ่ นักการเมืองใหญ่ เจ้าพ่อใหญ่ต่างๆ ที่เป็นตัวเฟืองที่ทำให้ญี่ปุ่นเดินได้ เอามาดำเนินคดีและเอาเข้าคุกหมด แล้วเราจะใช้ใครโม่แป้งใครจะผลิตสินค้า ใครจะขายสินค้า ใครจะคุมกิจการที่เราจะตั้งขึ้น… เราต้องมีมือ มีตีนนะ… เราแค่เป็นเจ้าของ… คนชี้นิ้วสั่ง เข้าใจไหม…
และที่สำคัญเราจะลงทุนในธุรกิจของเรา… จากเงินของเขาที่เราปล้นเขามาอีกต่อ… นี่จะต้องให้อธิบายกันหมดหรือไง
ฝ่ายปฏิบัติการ จึงต้องหาหนทางที่จะทำให้แผนตามใบสั่งสำเร็จ
ก็ไม่น่ายาก เงื่อนไขในการปฏิรูปข้อหนึ่ง กำหนด (เปิดทางไว้ให้แล้ว!) ว่า จักรพรรดิต้องมาสารภาพผิดที่พากองทัพเข้าสู่สงคราม
แล้วขบวนการปล่อยข่าวขู่ว่า จักรพรรดิต้องรับผิด เพราะกองทัพทำในนามของจักรพรรดิทั้งนั้น แล้วถ้าผิดราชวงศ์ก็จะต้องถูกยึดทรัพย์ เอามาชดใช้ค่าเสียหายในการทำสงคราม ข่าวปล่อยนี้ ทำเอาเครือข่ายนอกวังในวัง ต่างมือไม้สั่น วิ่งกันหัวหมุนชนกัน หาทางยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจนวุ่นไปหมด
ระหว่างที่ตัวนายพลแมค เอง ยังยืนเซ่อว่าจะเดินหน้าอย่างไร ทางวอชิงตันก็ส่งนายจอร์จ แอตชิสัน(George Atcheson) ที่ปรึกษาใหญ่ของกระทรวงต่างประเทศจากพรรครีพับลิกัน มาคอยดูการทำงาน ของ SCAP ด้วย นายพลแมคที่แอบตั้งความหวังอยู่ในใจ ที่จะลงสมัครเป็นประธานาธิบดีอเมริกา ในปี ค.ศ.1948 เริ่มคิดมากงานปฏิรูปญี่ปุ่นนี่ จะสร้างคะแนนบวกหรือลบให้เขา เขาต้องการคะแนนบวกและต้องการกระเป๋าหนุนหลัง และฮูเวอร์ อดีตประธานาธิบดีจากรีพับลิกัน น่าจะยังมีพวกพอที่สามารถ “จัดการ” หาทั้งสองอย่างให้เขาได้
ขณะที่ขบวนการขู่จักรพรรดิ กำลังเดินหน้าไปอย่างดี ถึงขนาดมีข่าวว่า ราชวงศ์หลายคนรีบขายวัง ขายสมบัติ ให้เพื่อนเศรษฐีทำหน้าที่เป็นนอมินีถือแทน และมีการเตรียมบีบให้จักรพรรดิสละบัลลังก์ให้น้อง ชาย ถ้าจักรพรรดิไม่ยอมรับผิดเรื่องสั่งทำสงคราม …ฝ่ายทำงานของ SCAP ก็รวบรวมรายชื่อ แบบเหวี่ยงแห ได้ปลาตัวเล็ก ตัวใหญ่ ประมาณสองแสนสองหมื่นชื่อ มีทั้งทหาร นักธุรกิจ นักการเมืองรัฐบาล ข้าราชการ เจ้าพ่อฯลฯ ครบถ้วน เพื่อมาสอบสวนและเอาเข้าคุกก่อนพิจารณาดำเนินคดี คราวนี้รายการวิ่งฝุ่นตลบ ก็เริ่มทยอยเกิดขึ้นในโตเกียว
วอชิงตันคงเห็นฝุ่นตลบมากไป จึงให้นายโจเซฟ คีแนน (Joseph Keenan) หัวหน้าฝ่ายการดำเนินคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับสงคราม ตั้งคณะทำงาน Far Eastern Commission (FEC) คณะนี้ออกคำสั่งเรียกย่อๆ ว่า FEC-230 เพื่อสั่งให้ SCAP จัดการกับนักธุรกิจใหญ่ ที่ให้การสนับสนุนญี่ปุ่นในการทำสงคราม …เฮ้ย จับปลาพวกนี้ก่อนโว้ย
รายการ FEC นี่ต้องให้รางวัลคนคิด สุดยอดจริงๆ
ปรากฏว่า ได้รับการประท้วงทั้งจากฝั่งอเมริกาเอง นักธุรกิจใหญ่นายทุน ที่เป็นเจ้าหนี้ญี่ปุ่น ต่างด่ากันโขมง… จับลูกหนี้ แล้วเจ้าหนี้ จะได้เงินคืนยังไงวะ โง่จริง และเจ้าหนี้หรือนักลงทุนส่วนใหญ่ที่อยู่ในวอลสตรีท เป็นเครือมอร์แกนเกือบทั้งนั้น …เยี่ยมครับท่าน นี่มันเป็นหมากหลายชั้น กินกลายเด้ง ผมเชื่อแล้วว่า ท่านชั่วได้เก่งจริงๆ
คณะทำงานของ SCAP ไม่สนใจ ไม่ฟังเสียงวอชิงตัน ไม่ฟังเสียงวอลสตรีท เดินหน้าจับหัวกะทิของสองแสนสองหมื่น เข้าคุกซูกาโม ไม่มีตกหล่น ไม่มียกเว้น นักโทษอย่างนายคิชิ นายซาซากาวา นายโคดามะ…ก็เดินเรียงแถวเซื่องๆ เข้าห้องขัง… ไหน ไหน ใครว่า ทหารญี่ปุ่น ซามูไร ยากูซ่าโหดเหี้ยม เห็นเดินเข้าห้องขัง หุบปากเงียบกันหมด…