แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

ปลายเดือนตุลาคม ค.ศ.2007 โจนาธาน เอ็ม อีกอล (Jonathan M. Egol) เทรดเดอร์ของโกลด์แมน กลายเป็นหนุ่มที่เพื่อนร่วมงานพากันอิจฉา อายุแค่ 37 แต่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโกลด์แมน ยักษ์ใหญ่แห่งสวนสัตว์วอลสตรีท …อีกอล ไม่ได้โชคดี แต่เขาคงจะทำอะไรที่โกลด์แมนด์เห็นว่า ดีเยี่ยม

อีกอล หนุ่มน้อยจบจากมหาวิทยาลัย พรินซ์ตัน (Princeton) คิดสินค้าทางการเงินตัวใหม่ ที่โยงกับการจำนองบ้านได้ชื่อ แอบาร์คัส (Abacus) หรือไอ้ลูกคิด ตอนแรกเขาคิดจะใช้ไอ้ลูกคิดเป็นตัวช่วยโกลด์แมน ถ้าตลาดบ้านเกิดวาย… ไปๆ มาๆ ไอ้ลูกคิด ถูกนำมาใช้ในแนวทางอื่น และแถมทำกำไรให้โกลด์แมนอย่างมโหฬาร

สินค้าทางการเงินตัวใหม่ชื่อ ไอ้ลูกคิด นี้ มันเหมือนเป็นตัวก๊อบปี้ หรือตัวปลอมของตราสารข้าวต้มมัด CDO พวกสวนสัตว์วอลสตรีท เลยเรียกมันว่า synthetic collateralized debt obligations หรือ CDOs

โกลด์แมน เริ่มออกตราสาร “ลูกคิด” ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2005 ลูกค้าของโกลด์แมนพากันลงทุน แต่ช่วงนั้น ตลาดบ้านยังลงๆ ขึ้นๆ พวกที่เก็งจังหวะผิด ก็เจ๊งไปเท่านั้น แต่ถึงช่วง ค.ศ.2007-ค.ศ. 2008 โกลด์แมนโหมออก “ลูกคิด” เพิ่มอีกมาก โดยขายให้ลูกค้าเป็นส่วนน้อย และเก็บส่วนใหญ่เอาไว้เป็นการลงทุนของตัวเอง

แต่คนที่ลงทุนในตราสาร “ลูกคิด” ก่อนใครหมดและกำไรมากที่สุด คงไม่มีใครเกิน จอห์น พอลสัน (John Paulson) นามสกุลเหมือนท่านเฮนรี่ แต่เขาว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวกัน แต่คงเป็นประเภทมีเขี้ยวยาวเหมือนกัน

ประมาณปี ค.ศ. 2005 ตอนนั้น จอห์นเขี้ยว อายุ 49 แล้ว เป็นเจ้าของเห็ดฟันเล็กๆ Paulson & Co ที่ทำได้แค่ลงทุน ซื้อมาขายไป เพราะเห็ดฟันออกหลักทรัพย์ ตราสาร ฯลฯ เองไม่ได้

แต่จอห์นเขี้ยว ตาแหลมและหัวแหลม มองเห็นอาการตลาดวายก่อนใคร เขาอ้างว่า เขานั่งรวบรวมข้อมูลสถิติ เกี่ยวกับราคาขึ้นลงของบ้าน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 จนถึง ค.ศ.2000 และได้ข้อสรุปว่า ราคาบ้านต้องตกแน่ แม้ตอนนั้นใครๆ จะเชื่อว่าราคาบ้านยังไปได้ดี แต่จอห์นเขี้ยวบอกตกแน่  เชื่อผมและตกกว่า 40 % เชียวนะ …แต่ไม่มีใครเชื่อเขา

ทีมของจอห์นเขี้ยว เดินสายคุยกับพวกอินเวสต์เมนท์แบงก์ต่างๆ เช่น แบร์ สเติร์นส์ (Bear Stearns),

ดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank), โกลด์แมนแซค (Goldman Sachs) ชวนให้พวกแบงก์ออก CDO ข้าวต้มมัด และจอห์นเขี้ยวจะเป็นฝ่ายซื้อประกัน CDS ชนิดที่รับประกันว่า ถ้าราคาบ้านตกลงต่ำถึงจุดหนึ่ง ประกันต้องจ่ายเงิน ประกบกันไปกับ CDO นั้น กะเคี้ยวประกันเลย

ตกลงมันไม่ใช่เป็น CDS เพื่อประกัน CDO แบบเดิมๆ ว่า ถ้าลูกหนี้เบี้ยวหนี้เมื่อไหร่ ประกันจะจ่ายหนี้แทน ไอ้ CDO แบบเดิมอย่างนั้น ก็น่าเวียนหัวอยู่แล้ว ว่าใครเป็นเจ้าของจำนองกันแน่ แต่คนลงทุนก็ยังซื้อ CDO ข้าวต้มมัด เพราะมีประกัน CDS

แต่จอช เบิร์นบาว์ม (Josh Birnbaum) เทรดเดอร์มือหนึ่งของโกลแมนด์ กลับสนใจแนวคิดการลงทุนของเจ พี เขาเชิญจอห์นเขี้ยว มาคุยที่ออฟฟิส

หลังจากคุยกันจนแน่ใจว่า จะสร้างข้าวต้มมัดใหม่ เพื่อออก (หลอก!) ขายอย่างไรดี ทีมของโกลด์แมน ที่นำโดย อีกอล ก็ทำการบ้านจนได้สูตรตามที่จอห์นเขี้ยวต้องการ

หลังจากนั้น ทางโกลด์แมนก็ไปกว้านซื้อสัญญาจำนอง ที่ได้รับการประเมินว่า เป็นพวกเครดิตติดลบมาหลายระดับ บางระดับมีแต่สัญญาจำนอง ที่มีลูกหนี้ชื่อนิน่าทั้งนั้น และหลายรายก็ผิดนัดแล้ว แต่โกลด์แมนเอายังเอามารวมกัน ทำเป็นข้าวต้มมัด CDO แล้วนำมาเป็นหลักประกันในการออกตราสาร แบบที่โกลแมนด์ เรียกว่า ABACUS “ไอ้ลูกคิด” และเอาออกขายให้กับลูกค้า ที่มีหลากหลาย เช่น ลูกค้าอย่าง จอห์นเขี้ยวที่เชื่อว่า ตลาดบ้านจะวาย โดยจอห์นเขี้ยว เลือกเอาประกัน CDS แบบที่ประกันจ่ายงามหยด ถ้าตลาดบ้านเจ๊งแบบทะรูดอีกด้วย

นอกจากขาย CDO Abacus ให้กับจอห์นเขี้ยว แล้วโกลด์แมนยังออก Abacus อีกหลายรุ่น โดยส่วนใหญ่เก็บไว้เอง และเอาประกันกรณีตลาดบ้านเจ๊งทะรูดเช่นเดียวกับจอห์นเขี้ยว ด้วย โดยซื้อประกันจาก AIG นั่นแหละ และ ที่เหลือเชื่อ คือ โกลด์แมนขายบางส่วนของตราสารลูกคิด ให้กับผู้ลงทุนรายอื่น โดยไม่บอกว่าตัวเองเก็บไว้ และเอาประกันไปในทางตรงกันข้ามกับลูกค้า (ทางลบ)

จริงๆ แล้ว CDO Abacus แทบจะไม่เกี่ยวกับหนี้จำนองของลูกหนี้เลย มันกลายเป็นการพนันราคาบ้านกันมากกว่า ว่า ถ้าราคาบ้านตกลงไปถึงจุดหนึ่ง ประกันก็จะต้องจ่ายค่าเสียหาย คนที่จะลงทุนในตราสารแบบนี้ ก็คือ พวกที่เชื่อว่าราคาบ้านจะรูดลงไปเรื่อยๆ ตกลงไอ้ CDOs หรือ ไอ้ลูกคิด มันไม่ใช่เป็นตราสาร หรือ หลักทรัพย์ปกติ แต่มันกลายเป็นเหมือนตั๋วพนัน… ที่ธนาคารออก และมีพวกประกันรับรอง… มันทำให้วอลสตรีท กลายเป็นบ่อนการพนันแข่งกับลาสเวกัส

สกอตต์ ไอเคิล (Scott Eichel) เทรดเดอร์อาวุโสของแบร์ สเติร์นส์ บอกว่า… มันพิลึกนะ …เราจะขาย

ตราสารให้กับผู้ลงทุน … แต่เราไม่บอกกับผู้ลงทุนว่า เราเองกำลังจะทำทุกอย่าง ที่จะให้ตราสารนั้น ราคาตกลงเรื่อยๆ…

นักวิชาการบางคนบอกว่า… มันเหมือนกับคุณไปซื้อประกันบ้านคนอื่น แต่คุณดันเป็นคนเผาบ้านเขาเสียเอง เพื่อเอาประกันนั่นแหละ

แต่โกลด์แมน ไม่ได้เป็นรายเดียวที่ออกตราสาร “ลูกคิด” สมาชิกสวนสัตว์วอลสตรีทรายอื่น ๆ ก็พากันออกตราสารทำนองนี้กันเป็นแถว เช่น ดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) และมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) รวมทั้งบริษัทการเงินเล็กๆ ชื่อ Tricadia Inc. ซึ่งอยู่ในความดูแลของเลวิส เอ แซคส์ (Lewis . Sachs) ซึ่งปีต่อมานายแซคส์นี่ ก็ได้เป็นที่ปรึกษาพิเศษของท่านทิม ทิโมธีย์ เอฟ ไกธ์เนอร์ (Timothy F. Geithner) ที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง เมื่อท่านใบตองแห้งโอบามาของผม ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2009

ส่วนจอห์นเขี้ยวนั้น ลงพนันในข้าวต้มมัด ลูกคิด มูลค่าทั้งหมดในรอบแรกนั้น ถึงจำนวน 5,000 ล้านเหรียญ เขาต้องมีความเชื่อมั่นมากว่า ราคาบ้านจะลง …

คำถามคือ เขาเอาเงินที่ไหนมาซื้อลูกคิดได้ขนาดนั้น ผมหาข้อมูลตรงนี้ไม่ได้ มีแต่บอกว่า ไม่กี่เดือนต่อ มา เขาก็ได้กำไรประมาณ 4,000 ล้านเหรียญ… กว่าแสนล้านบาทนะครับ เขี้ยวจริงๆ

เป็นการ “ลงทุน” ที่กำไรดีเหลือเชื่อ และนี่ เป็นเศษเสี้ยวเดียว ที่เรารู้  แต่อย่างน้อย ข้อมูลที่ผมพอหาเจอ… จอห์นเขี้ยวหรือจอห์น พอลสัน (John Paulson) เป็นสมาชิก CFR มีชื่อติดอยู่กับ คิงเฮนรี่ พอลสันของโกลด์แมน… ไม่รู้มันจะอธิบายอะไรได้บ้างไหม นอกจากนั้นประวัติของเขาสั้นมาก และแถมบอกว่า เขาจาก “จ้าง” ให้มีการลบชื่อ และข้อมูลเกี่ยวกับเขา ออกจากสื่อต่าง ๆ อีกด้วย … ลุงนิทานมีหวังได้รับการติดต่อ

หลังจากนั้นจอห์นเขี้ยว ก็ร่วมทำรายการแบบนี้กับโกลด์แมน และอีกหลายแบงก์ไปเรื่อยๆ รายได้ของจอห์นเขี้ยวคนเดียว แค่ในปี ค.ศ.2007 ปีเดียว สูงถึง 4,000 ล้านเหรียญ นับเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับการทำรายได้ใน “สินค้า” ตัวเดียว ในปีเดียวและปีต่อมาจอห์นเขี้ยว ก็ทำเงินได้อีก 5,000 ล้านเหรียญ จากการพนันว่า ราคาบ้านจะร่วงแบบเดิมนั่นแหละ

ระหว่างปี ค.ศ.2005 ถึง ปี ค.ศ.2007 อย่างน้อยมี การออก CDOs ประมาณ 108,000 ล้านเหรียญ และอาจมีจำนวนสูงกว่านั้น เพราะ CDOs ออกโดยแบงก์ ได้ตามใจอย่างที่ลูกค้าต้องการ เพราะ(ยัง) ไม่มีกฎหมาย กติกา หรือหลักเกณฑ์ใดมาห้ามและไม่ต้องทำรายงานส่งหน่วยงานใดของทางการ อีกด้วย

การออกและขาย CDOs และซื้อประกันขาลงแบบนี้ น่าจะเป็นตัวเร่ง ให้หายนะทางเศรษฐกิจ เกิดเร็วและแรงขึ้น ความเสียหายจากรายการ CDOs จำนวน 8,000 ล้านเหรียญ ยังปรากฏหลักฐานอยู่ใน                          บัญชีของ AIG เมื่อรัฐเข้าไปอุ้มในเดือนกันยายน ค.ศ.2008

และ CDOs แบบ Abacus กับการทำประกันCDS กับ AIG น่าจะเป็นส่วนสำคัญของการโต้แย้งระหว่าง โกลด์แมน กับ AIG ที่ต่างก็ออกอาการ เหมือนน้ำท่วมถึงรูจมูก จนพูดไม่ออก

คำถามที่ค้างอยู่ คือ ตราสารหรือหลักทรัพย์ข้าวต้มมัด CDO และ CDOs นั้น มีประกันทั้งนั้น และผู้ที่ให้ประกันมากที่สุดก็คือ AIGFP ไม่ว่าจะเป็นในแบบปรกติ หรือในแบบราคาบ้านรูด แปลว่า ถ้าบ้านราคารูดลง โอกาสที่ AIG จะต้องจ่ายค่าเสียหายตามประกันจะยิ่งสูงมากขึ้นอย่างน่ากลัว …AIG ทำธุรกิจอย่างโง่สุดขีด หรือมันเป็นสมคบกัน ให้เกิดความหายนะต่อ AIG …หรือแย่ไปกว่านั้น…. AIG เอง ก็ร่วมสมคบอยู่ในขบวนการ… ที่จะให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ นั้นด้วย

ถึงกลางปี ค.ศ.2009 มีรายงานว่า การบังคับจำนองบ้านของคนอเมริกัน มีอัตราสูง ถึง 1 ต่อ 10 และราคาบ้าน ตกลงมากกว่า 30% จากราคาสูงสุดในปี ค.ศ.2006 ในบางรัฐเช่น ไมอามี ฟีนิกซ์ ลาสเวกัส ตกลงมามากกว่า 40% และที่แย่อย่างยิ่งคือ กว่า 30% ของบ้านที่ยังติดจำนอง เป็นบ้านที่ยังจมอยู่ในน้ำที่ท่วมจากเฮอริเคน แคทรินนา ตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 กับเป็นพวกที่จำนวนหนี้จำนองสูงกว่าราคาบ้านในปัจจุบัน … มันเป็นตัวเลขที่เลวที่สุดในรอบ 75 ปีของอเมริกา

(เรื่องระหว่างโกลด์แมน กับ AIG นั้น ผมเอาข้อมูลมาจาก The New York Times วันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ.2009 “Banks Bundled Bad Debt, Bet against it and Won” และ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2010 “Testy Goldman Helped Push AIG to Edge”)

Scroll to Top