อเมริกาเริ่มเล่นกลเกมการเงิน เกี่ยวกับการออกตราสาร ที่ใช้สัญญาจำนองบ้านเป็นตัวหนุน ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1995 แล้ว….ไม่รู้ว่าเป็นวิธีการ ที่แสนฉลาด โคตรตะกละ หรือ มันเป็นการต้มเปื่อย โดยใช้หมอตุ๋นขนาดใหญ่ตรานกอินทรี ?!?
เริ่มตั้งแต่ให้เจ้าแฟนนี่ เมย์ (Fannie May) และเจ้าเฟรดดี้ แมค (Freddie Mac) ซึ่งเป็นเหมือนธนา คารอาคารสงเคราะห์ของอเมริกา ปล่อยเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน แบบไม่ต้องวางเงินดาวน์ การตรวจสอบเครดิตคนกู้ ก็ใช้จ้างบริษัทข้างนอกธนาคารทำ ประเภทใช้โปรแกรม กรอกข้อมูลเข้าไปในเครื่องกดปุ๊บ เครื่องก็จะบอกเองว่า คนขอกู้สอบผ่านหรือไม่ผ่าน และส่วนใหญ่ก็ผ่าน เพราะเครื่องมันตั้งโปรแกรมไว้อย่างนั้น
การหนุนให้คนอเมริกัน แห่กันไปกู้ซื้อบ้านแบบนั้น ดูเหมือนดี เพราะเป็นการช่วยให้ประชาชนมีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง การกู้ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลคาวบอยบุช ประกาศให้เป็นนโยบายสำคัญของชาติ ในการ”สร้างขวัญและกำลังใจ” ให้กับคนอเมริกัน ในช่วงปลายปี ค.ศ.2001 หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 911
คาวบอยบอกว่า เราจะปล่อยให้เศรษฐกิจอเมริกา เหี่ยวเป็นเต้าหู้ตากแห้ง เหมือนหน้าตาคนอเมริกัน (ตอนนั้น) ไม่ได้นะ เราต้องสร้างขบวนการกระตุ้นต่อม ให้คนอเมริกันคึกคัก อยากควักกระเป๋าจ่ายตังค์ ทำให้มันมีชีวิตชีวากันหน่อยซิ กะอีแค่ตึกระเบิดไป 2 ตึก คนตายไป 2 พัน จะเศร้ากันทั้งประเทศหรือไง อย่าให้พวกผู้ก่อการร้ายมันมาทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของเรานะ อเมริกาเข้มแข็ง อเมริกาแข็งแกร่ง อเมริกาสู้ สู้ …. กร๊วกเอ๊ย
แล้วธนาคารกลางของอเมริกา ก็เริ่มประกาศลดดอกเบี้ย ลดมันไปทั้งหมด 11 ครั้ง พอถึงปี ค.ศ.2003 ดอกเงินกู้เหลือเพียง 1% อย่างนี้คนอเมริกัน จะไม่รีบวิ่งไปกู้เงินได้ยังไง หรือจะรอให้เขาจ่ายดอกเบี้ยเสริม เป็นการปลอบใจอีกด้วย ประเภทกู้เมื่อไหร่ แถมดอกเบี้ยให้อีก เหมือนแปลงเงินกู้เป็นเป็นเงินฝากชั่วคราว ฮา ….แน่จริง มึงคิดวิธีกระตุ้นแบบนั้นหน่อยสิวะ ถนัดแปลงนักนี่
ส่วนใหญ่ คนกู้ก็เลือกการกู้แบบผ่อนแต่ดอก ในช่วงแรก เพราะเชื่อว่าราคาบ้านจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ดอกเบี้ยลดใช่ไหม คนอยากกู้ซื้อบ้านก็ต้องมีมากขึ้น ราคาบ้านก็ต้องเล่นตัวขึ้นด้วยสิ ก่อนที่จะถึงเวลาที่ต้องผ่อนต้นด้วย เราก็รีบขายบ้าน เอากำไรเข้ากระเป๋าก็หมดเรื่อง ถ้าเกิดซวยจริงๆ ขายบ้านไม่ออก ถูกเจ้าหนี้ทวง เราก็ไปหาที่รีไฟแนนซ์ใหม่ ธนาคารมีอยู่ทุกหัวมุมถนน คอยแย่งลูกค้ากันจะตาย เพราะลูกค้าต่างก็ได้รับจดหมายจากธนาคารอื่น วันละหลายราย… โปรดมากู้กับเราเถิด คุณนิน่าที่รัก เงื่อนไขดีกว่า ไม่มีรายได้ ก็ไม่มีปัญหา… มาเร็วๆ นะคร้าบ
พวกธนาคารทำอย่างนี้ เพราะจะเอาหลักประกัน คือ สัญญาจำนองของลูกค้าไปขายต่อ แล้วรอรับแต่เงินผ่อน เพราะคิด (อย่างเห็นแก่ได้) ว่า ความเสี่ยงไม่มี ทำยอดการให้กู้สูง ๆ ราคาหุ้นธนาคารจะได้สูง ขึ้น ตามยอดสินทรัพย์ (ลูกหนี้)
เพราะคิดอย่างนี้ ทั้งคนกู้ คนให้กู้ ก็ตะกายกันลงหลุม…
ปี ค.ศ.2005 การกู้เงินโดยมีจำนองบ้านเป็นหลักประกัน (MBS) พุ่งขึ้นประมาณ 300% จากจำนวน173,000 ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2001 เป็นจำนวน 665,000 ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2005 และก็เป็นหลักธรรมชาติ ขึ้นได้ก็ตกได้ การซื้อบ้านพุ่งขึ้นไปขนาดนั้น ความต้องการก็เริ่มอิ่ม ราคาบ้านก็เริ่มลง ความคิดที่ว่าจะขายบ้านได้ราคา สูง ก็กลายเป็นแค่ความฝัน การผ่อนดอกก็เริ่มชะงัก กับดักดีดดอก เบี้ยเด้ง ก็เริ่มทำงาน การผิดนัดชำระการผ่อนก็เกิดขึ้น ตามมาด้วยการที่ลูกหนี้ทิ้งสัญญาผ่อนชำระ และการยึดบ้านคืน โดยการฟ้องบังคับจำนองก็เริ่มเกิดขึ้น
ที่นี้ความสับสนจริงก็เริ่มโผล่…. ตกลงใครจะเป็นผู้บังคับจำนองบ้านกันแน่
ธนาคารที่ให้กู้รายแรก ทะลึ่งขายสัญญาจำนองเป็นหมื่นรายไปให้อีกราย ที่เอาไปรวมและแบ่งออกเป็นมัด เหมือนข้าวต้มมัด และเอาไปเป็นหลักประกัน ในการออกตราสารอีกตัวขายชาวบ้านอีกต่อ ลุงนิทานผิดนัดชำระหนี้ผ่อนบ้าน ธนาคารที่ให้กู้ซื้อบ้านทำได้แค่ฟ้องเรียกหนี้คืน ถ้าลุงนิทานไม่ใช้หนี้ ธนาคารก็ไปจ้างพวกไอ้ฮูดดำอินทรีถีบ มาไล่ลุงออกไปจากบ้าน แต่บังคับจำนองไม่ได้ เพราะทะลึ่งขายสัญญาจำนองไปแล้ว
ส่วนธนาคารที่ซื้อสัญญาจำนองไป จะฟ้องเอาบ้านลุงนิทานคืน มันอยู่ในข้าวต้มมัดไหนวะ สมมุติว่า รู้เป็นมัดไหน จะแบ่งส่วนไหนของข้าวต้มมัดมาฟ้อง จะเอาส่วนที่เป็นข้าวเหนียว หรือเอาตรงไส้ หรือจะฟ้องมันทั้งมัด ก็ได้โดนลูกหนี้อื่นฟ้องกลับ ถ้าในมัดนั้นเขายังมีลูกหนี้ที่ไม่ ผิดนัด จะทะลึ่งไปยึดบ้านเขาได้ยังไง ที่พิลึกหนักคือ สัญญาจำนองนั้น ดันเป็นไส้ข้าวต้มมัด ที่ขายไปให้นักลงทุนอีกต่อ… ทนายดอยซ์แบงก์ถึงแทบตกเก้าอี้ …
แต่กว่าชาวบ้านจะรู้ตัวว่าเป็นเหยื่อ ของเกมการเงินที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็เมื่อมันมีผลกระทบกับพวกธนา คารด้วยกันเอง ที่ออกอาการให้เห็นชัด ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2007
เมื่อแบร์ สเติร์นส์ (Bear Stearns) เอินเวสต์เมนท์แบงก์ใหญ่อันดับ 5 ของอเมริกา ประกาศว่า มีเห็ดฟัน (hedge fund) ของตน 2 ราย ขาดทุนย่อยยับ เนื่องจากลงทุนในข้าวต้มมัดจำนองบ้านมากเกินไป และมีลูกค้าที่เริ่มได้กลิ่นข้าวต้มมัดบูด มาขายคืนตราสารข้าวต้มมัด ก่อนครบกำหนดชำระเป็นจำนวนมากจนแบร์ สเติร์นส์ ประกาศยกเลิก ไม่รับซื้อตราสารที่มาขายคืนก่อนถึงกำหนดชำระ เจอเข้าแบบนี้ ชาวบ้านก็เริ่มเป็นกระต่ายตื่น และในที่สุดกองทุนเห็ดฟันนั้นก็ปิดตัวลง ด้วยการขาดทุนถึง 3,000 ล้านเหรียญ
ไอ้ที่แย่คือ แบร์ สเติร์นส์ ยังมีเห็ดฟันอีกหลายกอง ที่สะสมข้าวต้มมัดประเภทจำนองบ้านอีกเยอะแยะ และธนาคารที่เป็นเจ้าของเห็ดฟันแยะๆ แบบนี้ ก็ไม่ได้มีแค่แบร์ สเติร์นส์ เท่านั้น
เดือนตุลาคม ค.ศ.2007 อีก 2 ธนาคารที่ใหญ่ระดับโลกคือ เมอริลล์ ลินช์ (Merrill Lynch) และซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) ก็ประกาศผลการดำเนินงานของธนาคารว่า มีการขาดทุนเกิดขึ้น และทำให้ประธานผู้บริหารของทั้ง 2 ธนาคารต้องลาออกไป
การเล่นกล เกมการเงินออกฤทธิ์แล้ว และความระส่ำอย่างรุนแรงก็ขยายตัว
การประกาศผลการขาดทุนจากธุรกิจการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับซับไพรม์ หรือข้าวต้มมัดบูด ก็ทยอยออกมาเรื่อยๆ และสถาบันการเงินอเมริกา ก็ออกอาการหนัก ถึงขนาดหามเข้าไอซียูกันเป็นแถว
เวลาสถาบันการเงินออกอาการร่อแร่อย่างนี้ คนที่ไม่เกี่ยวกับการกู้เงิน แต่มักขยับตัวก่อน ก็คือ พวกคนฝากเงินกับสถาบันการเงิน ที่ออกอาการอย่างนั้น
เมื่อมีข่าวเรื่องข้าวต้มมัดบูด คนที่ฝากเงินกับธนาคาร ที่ให้ลงทุนในข้าวต้มมัดมากๆ ก็ชักเสียว เดี๋ยวเงินฝากสูญ อุตส่าห์เม้มเงินเมียไปฝาก อย่างนี้เรารีบไปถอนเงินออกมาซ่อนในตู้เสื้อผ้าเหมือนเดิม ยังเสี่ยงน้อยกว่า…. เมียเจอ ก็บอกพี่เก็บไว้กะจะเอาให้น้องตื่นเต้น …ดีกว่าสูญไปกับไอ้พวกใส่สูทแถววอลสตรีท
เมื่อมีคนเสียวกันมากขึ้น การถอนเงินฝากจากสถาบันการเงินทั่วอเมริกา ก็เหมือนเป็นโรคติดต่อ เงินฝากพากันไหลโกรก เหมือนท่อประปาแตกเพราะโดดสิบล้อทับ
วันพฤหัสที่ 13 มีนาคม ค.ศ.2008 ผู้บริหารแบร์ สเติร์นส์ อินเวสต์เมนท์แบงก์ใหญ่อันดับ 5 ของอเมริกา พากันกุมขมับ เมื่อรู้ว่าเงินสดทั้งหมดในเก๊ะของธนาคาร ใกล้จะเกลี้ยง เหลือไม่ถึง 3,000 ล้านเหรียญ มันไม่พอให้แบงก์เปิดทำการในวันศุกร์แน่นอน
อินเวสต์เมนท์ แบงก์ (Investment bank เป็นธนาคารประเภทที่ทำธุรกิจ ให้บริการด้านการเงินต่าง ๆ เช่น ให้คำแนะนำ รับจัดหาเงินทุน โดยการเพิ่มทุน ขายหุ้น หรือหาเงินกู้ เพื่อมาเป็นเงินทุน หรือในการควบรวมธุรกิจ ไม่ใช่เป็นธนาคารประเภทรับเงินฝาก และให้เงินกู้ และมีรายได้เป็นค่าธรรมเนียม (fee) ในการให้บริการนั้นๆ รวมทั้งมีแผนกซื้อขายหุ้นของตัวเองด้วย)
อลัน ชวาร์ตซ์ (Alan Schwartz) หัวหน้าใหญ่ของแบร์ (Bear) รีบโทรหาเจมี ดิมอน (Jamie Dimon)หัวหน้าใหญ่ของ เจพี มอร์แกน (J P Morgan) ซึ่งเป็นตัวแทนสำนักหักบัญชี (clearing) ของ แบร์ เพื่อบอกถึงสภาพของแบร์
“… เราต้องทำอะไรแล้วล่ะ …”
ชวาร์ตซ์ (Schwartz) บอกกับดิมอน (Dimon) แค่นั้น แต่ในใจคิดล่วงหน้าไปไกลแล้ว…เขานึกอยู่เหมือนกันว่า ตอนนี้ (ยัง) ไม่ใช่เวลาที่จะขอให้ เจ พี (J P) ซื้อกิจการแบร์ไปทันที แต่ถ้าแบร์ไม่มีเงินเข้ามาอุดรูรั่วเลย และวันศุกร์นี้ เปิดทำการไม่ได้ มันคงยุ่งกันใหญ่ เขาเลยขอให้ เจ พี ให้วงเงินกู้กับแบร์ ประมาณ 25,000 ล้านเหรียญ
ดิมอนรับปาก ชวาร์ตซ์ว่าจะดูให้
ชวาร์ตซ์รู้ดีว่า ถ้า เจ พี จัดการให้ไม่ได้ ….อีกไม่นาน แบร์ คงล้ม
คืนนั้นชวาร์ตซ์โทรไปหาท่านทิม ทิโมธี ไกธ์เนอร์ (Timothy Geithner) หัวหน้าใหญ่ของ Fedนิวยอร์ก เพื่อบอกถึงอาการสาหัสของแบร์ …เราเหลือเงินสดแค่ 3 – 4,000 ล้านเหรียญ เท่านั้นนะ และถ้าเราไม่มีทางออก เราก็คงต้องล้มละลาย
ท่านทิม ไม่แปลกใจเมื่อได้รับโทรศัพท์จาก ชวาร์ตซ์ เขารู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้จะต้องเกิดขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว เขาคิดอยู่แล้วว่า เหตุการณ์ของ แบร์ จะทำให้สภาพตลาด เกิดอาการท่อแตก เงินฝากไหลออกแน่นอน…. เมื่อไหร่เท่านั้น แต่ท่านทิมก็ยังใจเย็นคิดว่า พรุ่งนี้แบร์คงเปิดทำการได้น่า และคงมีเงินหน้าตักถึง10,000 ล้านเหรียญ คิดแล้ว ท่านทิม ก็เลยนั่งกินข้าวเย็นกับลูกเมียต่อ
หลังจากวางหูกับ ชวาร์ตซ์ แล้ว ดิมอน (Dimon) ก็พยายามโทรตามตัว สตีฟ แบล็ค (Steve Black) ซึ่งเป็นหัวหน้าด้าน investmentของ เจ พี และเป็นคนที่ “รู้จัก” แบร์ (Bear) ดี แถมตีราคาทรัพย์สินแม่นมาก ทั้ง 2 คน เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ทำงานที่ ซิตี้แบงก์ (Citibank) ด้วยกัน
แต่แบล็ค กำลังอยู่ระหว่างการไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวแถวหมู่เกาะคาริบเบียน และออกไปทานอาหารค่ำข้างนอก โดยทิ้งมือถือไว้ที่โรงแรม ตามที่เมียทำเสียงเข้มว่า เรามาพักผ่อนนะ… ไม่ต้องเอามือถือของที่ทำงานไปกินข้าวด้วยหรอก
8.30 เช้าของวันศุกร์ ที่ชั้น 6 ของสำนักงานใหญ่ของแบร์ กำลังโกลาหล
แบร์ จะต้องออกประกาศแล้วว่า แบงก์ยังดำเนินกิจการได้ไหม Fed จะให้เงินกู้ฉุกเฉินมาหรือไม่ ถ้ามา
จะมาเมื่อไหร่ และจะพยุงไปได้นานแค่ไหน
ถ้อยคำของประกาศ ต้องทำให้เห็นว่า แบร์ยังทำธุรกิจได้ แต่ก็ต้องให้ลูกค้ารู้พอ ประมาณว่า แบร์กำลังยืนโคลงเคลง แต่ถ้าลมพัดแรงจัดแบร์ อาจประคองตัวไม่อยู่ และ เจ พี ก็อาจจะรับซื้อกิจการของแบร์ไป เรื่องนี้จะบอกชัดแต่ไหน เพราะยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเจรจา
ตอนเช้า 9.13 น. ระหว่างที่ แบร์ยังติดอยู่กับถ้อยคำของประกาศ เจ พี มอร์แกน ก็ออกประกาศมาก่อน โดยเป็นตัววิ่งผ่านหน้าจอธุรกิจ และจอ CNBC สรุปความว่า
“… JP Morgan Chase และ Federal Reserve Bank of New York ตกลงที่จะให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่ แบร์ สเติร์นส์ เป็นเงินกู้ที่มีหลักประกัน สำหรับระยะเวลาช่วงแรก ไม่เกิน 28 วัน… เจ พี มอร์แกน เชส จะหารือกับแบร์ สเติร์นส์ ต่อไป ถึงวงเงินถาวรหรือวิธีการอื่นสำหรับบริษัท….”
หลังจากนั้น เวลา 9.21 น. แบร์ สเติร์นส์ ก็ออกประกาศที่มีถ้อยคำเช่นเดียวกันตามออกมา ทั้ง 2ประกาศ ไม่มีข้อความสนับสนุนใดจาก Fed และไม่มีข้อความว่า คณะกรรมการของฝ่ายใด ได้ให้ความเห็นชอบในการเกี่ยวกับเงินกู้นี้
หลังจากที่มีประกาศทั้ง 2 ฉบับ ช่วงหลังจากนั้น คือประมาณ 17 นาทีก่อนที่ตลาดหุ้น นิวยอร์กจะเปิดทำการ มีคำสังซื้อและขายหุ้นของแบร์ สเติร์นส์ ว่อนเต็มตลาด ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลง เหมือนถูกชักรอก …ราคาหุ้นของแบร์ขึ้น ไป 9% เทรดเดอร์ของ แบร์ ที่อยู่ที่ชั้น 7 กระโดดตัวลอย ตระโกนออกมา…เรารอดตายแล้ว…
ตอนเช้ามืดของวันศุกร์ที่ 14 มีนาคมนั้นเอง สตีฟ แบล็ค กำลังเก็บของลงกระเป๋า เตรียมตัวเดินทางกลับมานิวยอร์ก เจ พี มอร์แกน หาตัวเขาเจอ และกำลังส่งเครื่องบินของบริษัท ไปรับตัวกลับมา เพื่อ ให้คำแนะนำกับ เจ พีว่า ควรซื้อแบร์ หรือไม่…
แบล็ค (Black) บอกกับเมียว่า นี่เขา (บริษัท) ไม่เข้าใจกันเลยหรือไงนะว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้น … ผมรับรองได้เลยว่า ตอนที่เครื่องเราลงพื้นที่ นิวยอร์ก ราคาหุ้นแบร์ จะเหลือไม่ถึงครึ่ง…
หลังจากนั้นไม่นาน ตลาดหุ้น นิวยอร์กก็เปิดทำการ และพวกที่ซื้อหุ้นแบร์ ก่อนตลาดเปิดก็แย่งกันเทขายทิ้งในตลาด และหุ้นอื่นๆ ก็พากันรูดลงหมด รวมทั้งหุ้นของ เจ พี หุ้นแบร์ ปิดที่ราคา 32 เหรียญ ลบไปครึ่งหนึ่งจริงๆ ตามที่แบล็คบอก …เหมือนเขามีตาทิพย์…
ระหว่างนั้นวอชิงตัน เฮนรี่ พอลสัน (Henry Paulson) รัฐมนตรีคลัง กำลังประชุมทางโทรศัพท์กับ
บรรดาผู้บริหารของสถาบันใหญ่ๆ ในวงการสวนสัตว์วอลสตรีท เกี่ยวกับเรื่องของแบร์ ที่กำลังเกิดขึ้น เขาบอกกับทุกคนว่า
“กูไม่ต้องการเห็นการเล่นแบบตะกละอย่างนี้อีกนะโว้ย … เรื่องแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ระหว่างที่กูคุมคลัง พวกมึงต้องอยู่ในแถว… “… ไม่รู้ท่านรัฐมนตรีด่าใครนะครับ
นี่ผมเดาเอาเองนะครับว่า พอลสัน (Paulson) คงพูดในสำเนียงนี้ เพราะช่วงนั้นเฮนรี่ พอลสัน ประธาน โกลด์แมนแซค (Goldman Sachs) ซึ่งรัฐบาลคาวบอยบุช ส่งเสลี่ยงไปรับ ให้ออกมาเป็นรัฐมนตรีคลัง เขาใหญ่เหลือเกิน ขนาด Newsweek เอารูปเขาขึ้นหน้าปก และเรียกว่า “คิงเฮนรี่” (“King Henry”) แหม… เหมือนอดีตรัฐมนตรีคลังบ้านเราคนนึงจัง ตอนอยู่ในตำแหน่ง ดูเหมือนรัศมีพวยพุ่ง ดูจะออกประกายสว่างมากกว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีเสียด้วยซ้ำ ขนาดมีข่าวว่า วางตัวกันให้เป็นนายกรัฐมนตรีล่วงหน้าเลยเชียว แต่ดันไปตกกำแพงเมืองจีนเสียก่อน….(ตกกำแพงยังไง อ่านต่อๆ ไปคงเข้าใจครับ)
แล้วประกาศิต คิงเฮนรี่ (King Henry) ก็มาถึงคิวของ เจ พี มอร์แกนและแบร์ สเติร์นส์ คิงเฮนรี่ พูดสั้นๆ
… ผมต้องการให้คุณ (JP) เจรจากับแบร์ สเติร์นส์ อย่างผู้ที่มีความรับผิดชอบ พวกคุณ (หมายถึงผู้ บริหารอื่นที่ฟังอยู่ด้วย) เวลาคุณอยู่กับบริษัท คุณก็คิดแต่จะปกป้องบริษัทของตัวตลอดเวลา แต่นี่ไม่ใช่เวลาปรกตินะ …พวกคุณ อย่าไปเรียกร้องเอาหลักประกันจนเกินเหตุ หรือเรียกเอาเงินสดเพิ่มเพื่อมาค้ำประกันหนี้ และก็ควรทำธุรกิจกับแบร์ สเติร์นส์ อย่างตรงไปตรงมา…
โฮ้ย ท่านคิงเฮนรี่ พูดดี๊ดีนะครับ สมเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่านับถือ น่าไว้วางใจจริงๆ ผมเขียนไป น้ำตาแทบซึมเลย
ระหว่างนั้น ตลาดหุ้นของ นิวยอร์ก ก็ขานรับคำประกาศิตของ คิงเฮนรี่ …พากันร่วงหล่นกันถ้วนหน้า ดาวโจร หล่นไป 300 กว่า หุ้นของสถาบันการเงินรวมทั้งของ เจ พี มอร์แกน ต่างก็พร้อมใจกันร่วง อย่างไม่มีการแตกแถว
ขณะเดียวกันคณะกรรมการของ Federal Reserve ก็จัดประชุมกัน ที่สำนักงานใหญ่ในวอชิงตัน ท่านประธานกรรมการใหญ่ของ Fed ท่านเบน เบอนานเก้ (Ben Bernanke) แสดงอาการว่า รังเกียจมาก ที่จะต้องอุดรูรั่วสถาบันการเงิน ด้วยเงินของรัฐ แต่มันก็คงยังดีกว่ากว่าปล่อยให้หมีล้มนะ เพราะมันอาจรวนไปทั้งสวนสัตว์วอลสตรีท
แล้วคณะกรรมการ Fed ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้อุ้มหมี โดยการให้เงินกู้ฉุกเฉินแก่ เจ พี มอร์แกน เชส(J P Morgan Chase) ให้ไปอุ้มหมีอีกต่อนึง…. อ้าว…
ตอนค่ำของวันศุกร์ ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ชวาร์ตซ์ได้รับโทรศัพท์จากคิงเฮนรี่ และท่านทิมที่ส่งเสียงเข้มมาตามสาย กำชับว่า แบร์ต้องตกลงกับเจ พี มอร์แกน เรื่องการขายแบร์ให้ เจ พี มอร์แกน ให้เรียบร้อย ภายในวันอาทิตย์เย็นที่จะถึงนี้นะ …
ชวาร์ตซ์ รีบโทรบอกให้หัวหน้าฝ่ายการเงิน และให้ทีมงานมาประชุมเช้าตรู่วันเสาร์
6 โมงเย็นวันเสาร์ หลังจากผู้บริหารของ เจ พี มอร์แกน ซึ่งกำลังคิดหนักว่าจะซื้อทรัพย์สินของแบร์ ดีหรือไม่ ได้ทำการตรวจสอบรายการทรัพย์สินของแบร์ ทั้งวัน ชวาร์ตซ์ ก็ได้รับคำเสนอเบื้องต้นของ เจ พี มอร์แกน ที่จะซื้อหุ้นแบร์ ในราคาประมาณ 8 – 12 เหรียญต่อหุ้น!
ฝ่ายแบร์ สะอึกพรวด มันเป็นราคาที่โคตรต่ำ แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่า โอกาสที่จะเจรจาต่อรอง น่าจะยังมีอยู่
9 โมงเช้าของวันอาทิตย์ ผู้บริหารของ เจ พี มอร์แกน มาประชุมกัน เพื่อพิจารณาทรัพย์สินของ แบร์ อีกรอบหลังจากมีการคุยกันเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์ ส่วนที่เป็นซับไพรม์ และข้าวต้มมัดแล้ว ในที่สุด เจ พี มอร์แกน เชส ก็ตัดสินใจยกเลิกการเจรจาซื้อแบร์ สเติร์นส์!
ท่านทิมรีบติดต่อคิงเฮนรี่ ทั้ง 2 คนพยายามไม่ให้ เจ พี มอร์แกน ถอนตัว โดยพยายามหาวิธีที่จะรับส่วนที่อาจขาดทุนแทน เจ พี มอร์แกน
ใกล้ๆ 5 โมงเย็นของวันอาทิตย์ แบร์ได้รับการติดต่อจากมอร์แกน (Morgan) ว่า ราคาเสนอซื้อท้ายสุด คือ 2 เหรียญต่อหุ้น!!
หมีคอพับห้อยตก หมดแรง ต่อรองไม่ออก… ดูเหมือน แบร์ จะหมดเวลา หมดทางเลือก พวกเขาคิดว่าจำเป็นต้องยอมรับข้อเสนอของ เจ พี มอร์แกน
ตอนค่ำ 1 ทุ่ม ของวันอาทิตย์ ข่าวการซื้อขายแบร์ ประกาศออกไปทั่วโลก
10 นาทีต่อมา Fed ก็ออกประกาศว่า มีแผนที่จะเปิดหน้าต่างเงินกู้ และอนุญาตให้อินเวสต์เมนท์แบงก์ทำการกู้โดยตรงจาก Fed ได้ด้วย เป็นมาตรการที่ Fed ออกมาเพื่อช่วยเหลือ สถาบันการเงินที่มีปัญหา อย่างที่ Fed ไม่เคยทำมาก่อน… อ้าว แล้วเรื่องหมีว่าไง
เหตุการณเกี่ยวกับแบร์ในนิทานตอน 3 นี้ ผมเรียบเรียงจากบทความชื่อ “Inside the Fall of Bear Stearns” ที่ลงใน “the Wall Street Journal” updated เมื่อ 9 พ.ค. ค.ศ.2009
เห็นเขาเล่นบทกันแสบไส้ถึงใจ นี่ขนาดเขาเล่นกันเองในบ้าน แล้วนอกบ้านจะขนาดไหน….