แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

ตกลง แบร์ สเติร์นส์ จำใจต้องรับราคา 2 เหรียญต่อหุ้น ถูกยิ่งกว่าพิซซ่าถาดเล็ก

เหตุผลแรก เพราะแบร์ สเติร์นส์ ไม่ต้องการให้พนักงานเกือบ 15,000 คนของตนและครอบครัวพนัก งานเดือดร้อน เหตุผลต่อมา แบร์ สเติร์นส์ อาจกลับมาถือสุภาษิตเก่า กำขี้ น่าจะยังดีกว่ากำลมผาย เพราะถ้าล้มละลาย อาจจะไม่เหลืออะไรเลย

แต่ในใจของคนทำงานที่ แบร์ สเติร์นส์ ไม่ได้จบแค่นั้น

แซม โมลินาโร (Sam Molinaro) ผู้อำนวยการด้านการเงินของแบร์ ที่อยู่ในวงการนี้มานาน และมีจมูกไวกว่าคนทั่วไป ก็มีเรื่องเล่าให้ฟังจากมุมของแบร์ สเติร์นส์

“….เมื่อตอนเดือนสิงหาคมของปี ค.ศ.2007 มีข่าวว่ากองทุนเห็ดฟันของ แบร์ 2 กอง ที่ลงทุนมหาศาลกับตราสารข้าวต้มมัด CDO ทำท่าจะเน่า และแบร์ อาจจะต้องควักทุนถึง 3,000 ล้านเหรียญ มาอุ้มกองทุนนั้น ตอนนั้น..ก็มีข่าวลือไปทั่วตลาดว่า แบร์ มีหวังล้มละลาย.. นั่นก็ทีนึงแล้ว

จนเดือนตุลาคม… ไอ้ข่าวลือที่ว่า แบร์จะล้มก็ยังไม่หยุดลือกัน… จิมมี่ เคน (Jimmy Cayne) (หมายเลขหนึ่งของแบร์ ตอนนั้น) กับอลัน ชวาร์ตซ์ เริ่มคิดหนักว่า แบร์ อาจจะต้องหาคนมาร่วมลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

พอเข้าเดือนพฤศจิกายน คราวนี้ The Wall Street Journal (อีกแล้ว) ก็ลงหน้าหนึ่งเลยว่า “…แบร์ จะไปรอดหรือ เหมือนกรุงโรมกำลังไฟไหม้ แต่จักรพรรดิเนโร ยังดันเต้นระบำร้องเพลงอยู่เลย ”

มันเป็นการเหน็บแนม จิมมี่ เคน ผู้บริหารหมายเลขหนึ่งของแบร์ ขณะนั้น ที่ชอบไปเล่นไพ่บริดจ์และเล่นกอล์ฟมันเกือบทุกวัน

เรื่องนี้ทำให้คณะผู้บริหารของแบร์กดดันให้ เคน (Cayne) ลงจากตำแหน่ง และให้ อลัน ชวาร์ตซ์ขึ้นมาเป็นแทน ทั้งๆ ที่ เคนเป็นคนหนึ่ง ที่พาแบร์ สเติร์นส์มายืนแถวหน้าของสวนสัตว์วอลสตรีทได้

แบร์ สเติร์นส์ (Bear Stearns) นั้น เป็นที่รู้กันดีว่าหัวแข็ง ก้มหัวให้ใครยาก และปฏิเสธที่จะขายบริษัท เพื่อไปเป็นแค่ แขนขาให้พวกยักษ์ใหญ่ๆ นอกจากนี้ เรื่องการรับคน เพื่อมาทำงานที่ แบร์ก็ต่างกับชาว สวนสัตว์อื่น แบร์เน้นประเภท P.S.D ทั้งนั้น (poor smart and deep desire to get rich จน ฉลาด และอยากรวยสุดขีด) ซึ่งต่างกับโกลด์แมนแซค (Goldman Sachs) หรือเจ พี มอร์แกน (J P Morgan)ที่จะรับแต่ประเภท ลูกท่านหลานเธอ คนรวย มาจากตระกูลดี หรือจบจากมหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยม

จิมมี่ เคน (Jimmy Cayne) มีประวัติส่วนตัวที่น่าสนใจ เขาเป็นเด็กมาจากถิ่นคนจนในชิคาโก รับจ้างขายเศษเหล็ก คาบซิการ์ติดปาก พ่นควันโขมงอย่างไม่เกรงใจใคร ต่อมาก็ย้ายมาอยู่ นิวยอร์ก มาเป็นคนขับแท็กซี่ และใช้เวลาว่างไปกับการเล่นไพ่บริดจ์ และที่โต๊ะบริดจ์นี่เอง ทำให้เขาไปเจอกับประธานของแบร์ สเติร์นส์ ขณะนั้นคือ อลัน เอส กรีนเบิร์ก (Alan “Ace” Greenberg) ท่านประธานชอบใจไอ้หนุ่มห้าว บอกว่า… ถ้าเอ็งขายเศษเหล็กได้…. เอ็งก็น่าจะขายพันธบัตรได้นะ มาทำงานด้วยกันดีกว่า …

ย่อมมีเพื่อนไม่มากในสวนสัตว์วอลสตรีท และเมื่อเห็ดฟัน Long Term Capital Management ( LTCM) ที่ ดังทะลุโลก และเป็นที่รู้จักกันในนาม เห็ดฟันจีเนียส เพราะมีแต่ระดับปริญญาเอก กับระดับผู้รับรางวัลโนเบิล ด้านคณิตศาสตร์ มาเป็นหุ้นส่วน และวางแผนการลงทุน ยังล่มไม่เป็นท่า ในปี ค.ศ.1998 ขาดทุนไป 4,600 ล้านเหรียญ ทำเอาชาวสวนสัตว์วอลสตรีท หูเย็นจมูกแห้งกันหมด … อย่างนี้พวกเราคงโดนลูกหลงเข้าไปด้วย ขนาดจีเนียสยังเอาตัวไม่รอด… ชาวสวนสัตว์ก็เลยจับมือกัน พร้อมลงขันที่จะช่วย LTCM…. แต่เคนบอกว่า กูไม่ลงด้วย.. และก็เดินหน้าค้าพันธบัตรต่อไป …

14 ปี ภายใต้การบริหารของเคน ราคาหุ้นแบร์ ขึ้นไป 600 % แบบนี้ก็คงมีไม่น้อย ที่อยากเห็น เคน ไป และแบร์ล้ม..

ชวาร์ตซ์ (Schwartz) ขึ้นมาเป็นหมายเลขหนึ่ง โดยมีภารกิจว่า ไตรมาสแรกของปี ค.ศ.2008 แบร์ ต้องมีกำไรให้ผู้ถือหุ้นและชาวบ้านเห็น ข่าวลือเรื่องสถานะการเงินอ่อนแอของ แบร์ จะได้จางไปจากตลาด

แซม โมลินาโร (Sam Molinaro) เล่าต่อ…

“… วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ 2008 ตัวเลขจากฝ่ายบัญชีแจ้งว่า แบร์มีกำไร ไตรมาสแรก 1.10 เหรียญต่อหุ้น แม้จะไม่มาก แต่มันก็เป็นบวกละนะ ชวาร์ตซ์คิดว่า มันน่าจะทำให้ทุกคนหายใจโล่ง แต่ดันมีข่าวลือในตลาด ว่า เห็ดฟันอีก 3 กอง คาร์ไลล์ แคปิตอล (Carlyle Capital), เพลาตัน พาร์ทเนอร์ (Peloton Partners) และ ธอร์นเบิร์ก มอร์เกจ (Thornburg Mortgage) ก็ทำท่าจะไปไม่รอด

ชวาร์ตซ์ให้ตรวจสอบ ปรากฏว่า แบร์ ให้เงินกู้กับเห็ดฟันทั้ง 3 กองนั้น

ซวยแล้วสิ… แต่เขาหวังว่า ไม่น่ามีผลกระทบกับ แบร์ รุนแรง

วันพฤหัส ชวาร์ตซ์บินไป ปาล์มบีช (Palm Beach) ซึ่ง แบร์จะมีงานสังสรรค์ประจำปีกับสื่อในวันจันทร์ มันเป็นงานใหญ่ ที่เจ้าของสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ต้องมาร่วมงานอยู่แล้ว มันน่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับ แบร์ทุกคนจะได้เจอหน้า ชวาร์ตซ์และถามกันกลางงานเลย แบร์ไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้วนี่

วันศุกร์ ชวาร์ตซ์ โทรเข้าไปถามข่าวที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งรายงานว่า ข่าวลือที่ว่า แบร์มีปัญหาเรื่องเงิน ยังมีอยู่นะ และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ

วันนั้นมีการขายพันธบัตรระดับท้องถิ่น แบร์เตรียมเงินไว้ 2,000ล้าน เหรียญ สำหรับคนอยากกู้ซื้อพันธ บัตร… วันนั้น ถ้าใครปฏิเสธเงินกู้เรา ก็แปลว่า เรามีปัญหาจริงๆ แต่วันนั้น ทุกอย่างก็ราบรื่น ไม่มีใครปฏิเสธเรา..” แซม โมลินาโร เล่าให้ฟังต่อ

แล้ววันจันทร์ พายุใหญ่ก็มาถึง

แซม โมลินาโร (Sam Molinaro) ไปถึงที่ทำงานแต่เช้าวันจันทร์ หลังจากไปทำธุรกิจของ แบร์ ที่ยุโรปมาเสียนาน หลังจากตลาดหุ้นเปิดเวลา 9.30 น. มีประกาศของมู้ดดี้ (Moody) ลดอันดับพันธบัตรกลุ่มหนึ่งของแบร์… มันเป็นเรื่องที่คาดไว้แล้ว โมลินาโร (Molinaro) จึงไม่แปลกใจ

ประมาณ 11 โมง หุ้นของแบร์เริ่มลง ตอนแรกก็ลงอย่างช้าๆ ไม่นานก็พุ่งหลาว แต่หุ้นของสถาบันการ เงินยักษ์ใหญ่อื่นอย่าง เลห์แมน (Lehman), เมอร์ริลล์ (Merrill),  ซิตี้ (Citi) ต่างก็ลงทั้งนั้น โมลินาโรเลยคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไร แต่พอเขาถามกับฝ่ายเทรดดิ้งของ แบร์ เอง คำตอบคือ มันมาจากข่าวลือ …ว่า เราไม่มีเงิน

โมลินาโร (Molinaro) งงมากกับข่าวนี้ … มันไม่น่าจะลือกันซ้ำซากอย่างนี้นะ เช้าวันนั้นแบร์ยังมีสภาพคล่องดีอยู่ แบร์มีเงินสดอยู่ 18,000 ล้านเหรียญ มันเอาอะไรมาลือกัน (วะ)

หลังจากนั้น ข่าวลือเรื่องแบร์ไม่มีเงิน ก็กระจายไปทั้งตลาด

บ่าย 1.50 ของวันนั้น CNBC รายงานว่า…. ข่าวเกี่ยวกับแบร์ สเติร์นส์ไม่ดีเท่าไหร่  อย่างที่เขาว่ากันนะครับ  ไม่มีไฟ ก็คงไม่มีควัน…CNBC บอก

วันจันทร์ปีนั้น น่าจะเป็นวันอุบาทว์ บ่ายแก่ๆ มีข่าวใหญ่ออกมาว่า ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เอเลียต สปิตเซอร์ (Eliot Spitzer) มีส่วนเกี่ยวพันกับการค้าประเวณี เป็นพ่อเล้าว่างั้นเถอะ ข่าวนี้กลบข่าวของแบร์ สเติร์นส์ ไปได้ชั่วขณะ ผู้บริหารของแบร์ หวังว่าเรื่องแรงที่สุด คงจบไปแล้ว

แต่จริงๆ มันเพิ่งเริ่มต้น

วันนั้นเอง ฝ่ายบริหารของแบร์ ได้รับรายงานใหม่เข้ามาว่า อาจจะมีคู่สัญญาของแบร์ขอมีการเปลี่ยนตัวคู่สัญญา (novation) ไม่ต่อสัญญากับแบร์ แต่จะขายสัญญานั้นให้กับคนอื่นแทน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ โดยผู้ที่ต้องการเปลี่ยน มีทางเลือก ที่จะขายคืนกลับมาที่แบร์ หรือขายให้บุคคลที่ 3 โดยยอมจ่ายค่า ธรรมเนียม …มันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเท่าไหร่

วันอังคาร มีข่าวลือว่า ยักษ์ใหญ่ของวอลสตรีท 3 ราย โกลด์แมนแซค (Goldman Sachs), เครดิต สวิส(Credit Suisse) และดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) กำลังยุ่งมาก เพราะมีลูกค้ามาเข้าคิวยาว เพื่อทำคำขอเปลี่ยนสัญญาที่ทำไว้กับแบร์ เป็นยักษ์ใหญ่ 3 รายนั่นแทน

เรื่องมันแปลกที่ว่า ทำไมถึงไปเฉพาะที่ 3 รายนั่น

ชวาร์ตซ์ ติดต่อไปที่ยักษ์ทั้ง 3 ราย เพื่อจะบอกว่า แบร์ขอรับซื้อคืนหมด ยักษ์ไม่ต้องลำบากใจหรอก แต่ดูเหมือนการติดต่อ จะไปถึงสายไปสักหน่อย

ก่อนที่ชวาร์ตซ์จะได้พูดกับโกลด์แมน (Goldman) และเครดิต สวิส (Credit Suisse) ผู้บริหารของทั้ง2 ราย มีคำสั่งภายในให้เทรดเดอร์ของตัวเอง ระงับการซื้อสัญญาพวกนั้นไว้ทั้งหมดชั่วคราว เพื่อรอให้ฝ่ายสินเชื่อของตัว ตรวจสอบเครดิตของแบร์ สเติร์นส์ ก่อน

และคำสั่งของเครดิต สวิส เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้กระจายออกไปทั่วสังคมการเงินอย่างรวดเร็ว

อันที่จริงคำสั่งภายในของเครดิต สวิส (Credit Suisse) ก็เป็นระเบียบการทำงานปรกติ ที่ต้องมีการตรวจสอบสัญญาก่อนซื้อ แต่ดูเหมือน มันกลับถูกใช้เป็น “หลักฐาน” ชิ้นแรกว่า ข่าวลือเรื่อง แบร์ หมดเงิน … ไม่ใช่เป็นแค่ข่าวลือ และมันกลายเป็นคำเตือนว่า ขนาดยักษ์ใหญ่ของวอลสตรีท ยังห่วงที่จะต้องทำธุรกรรมกับแบร์เลยนะ

แซม โมลินาโร ในฐานะดูแลเรื่องการเงินของแบร์คิดว่า แบร์จำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงกับผู้คนแล้ว เขาโทรไปหา ชาลี แกสพารีโน (Charlie Gasparino) ของ CNBC บอกว่า… เราพยายามตามดูว่าข่าวลือนั่น ว่ามันมาจากไหนเพราะมันไม่เป็นความจริง เราไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ไม่ถูกใครเรียกหลัก ประกันเพิ่ม มันเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

หลังจากพูดโทรศัพท์กับ โมลินาโร (Molinaro) เสร็จ แกสพารีโน (Gasparino) ก็ออกมาให้ความเห็นหน้าจอว่า …พวกเขา (Bear) ดูจะกลุ้มใจจริงๆ ว่า ข่าวลือนี้ มันจะนำความเดือดร้อนมาให้ และพวกเขาอาจเจอรายการลูกค้าขายคืนตราสาร… เป็นงั้นไป

แต่จนถึงเย็นวันนั้น ก็ไม่ใครมาถอนเงินจากแบร์ ผู้บริหารบางคนใน แบร์ยังบอกว่า …ประสาทกันไปได้ ไม่มีอะไรหรอกน่า

คืนนั้นชวาร์ตซ์กับโมลินาโร และผู้บริหารอีกหลายคนคิดว่า ยังไงชวาร์ตซ์ ก็ควรให้สัมภาษณ์กับ CNBCให้ชัดเจนออกมาเลยดีกว่า พวกเขาเลือกอยู่นานว่าจะเอาใคร เพราะ CNBC มีชื่อว่า ใครอยากจะพูดอะไรก็ได้ ไม่มีการควบคุมปากนักจัดรายการได้

ในที่สุดแบร์เลือก เฟเบอร์ (Faber) ซึ่งดูจะเป็นกลางๆ ที่สุด

เช้าวันพุธ วันนั้น เกือบทุกคนในวอลสตรีทเฝ้าหน้าจอ เพื่อจะฟังว่า ชวาร์ตซ์พูดอะไร

เฟเบอร์ (Faber) เริ่มรายการสัมภาษณ์ เหมือนการเทน้ำมัน ใส่เข้าไปในกองไฟ…เขาบอกว่า เขาได้รับข้อมูลทางตรงจากเทรดเดอร์คนหนึ่ง ที่ฝ่ายสินเชื่อของบริษัทนั้น สั่งให้ “ชะลอ” การทำธุรกรรมกับแบร์ สเติร์นส์ เพราะไม่แน่ใจสภาพของแบร์!

ชวาร์ตซ์ตอบว่า ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้น ทุกอย่างเรียบร้อยดี และเฟเบอร์เอง ก็มาให้ข้อมูลเพิ่มภายหลังว่า ในที่สุดธุรกรรมรายนั้น ก็เกิดขึ้นและผ่านไปด้วยดี แต่หมีหัวแบะไปแล้ว เทรดเดอร์รุ่นเก๋า อายุงาน40 ปี ให้ความเห็นเมื่อดูรายการสัมภาษณ์ว่า … ถ้าคุณทำให้ผู้คนเกิดความคิดว่า บริษัทไม่สามารถจัด การให้ธุรกรรมเกิดขึ้นได้ ในทางธุรกิจมันก็จบแล้ว เฟเบอร์เชือดหมีไปเรียบร้อยแล้ว เขาทำไปแล้ว อย่างไม่รู้ตัว หรือรู้ตัว

เย็นวันนั้น โมลินาโร ได้รับโทรศัพท์จาก Repo รายหนึ่งว่า พรุ่งนี้เขาจะไม่ต่ออายุเงินกู้ให้กับแบร์(Repo เจ้าหนี้รับซื้อตั๋วเงินระยะสั้น)

วันรุ่งขึ้นระหว่างขับรถมาทำงาน โมลินาโรเช็คกับออฟฟิส ซึ่งรายงานว่า พวก Repo ชักออกอาการนะ แต่ส่วนใหญ่ ก็บอกว่า เรายังทำธุรกิจกับแบร์ ต่อไปน่ามีน้อยรายที่บอกว่า จะไม่ต่ออายุเงินกู้รายวันให้

แต่แล้ว เรื่องราวก็กลับพลิกอย่างรวดเร็ว บ่ายวันพฤหัสคนเริ่มมาถอนเงิน และเจ้าหนี้ Repo เริ่มทยอยไม่ต่ออายุการกู้เงินประเภทวันต่อวันให้กับแบร์ และลูกค้าพากันมาขายคืน ตราสารข้าวต้มมัด CDO จนเงินสดส่วนของเห็ดฟันใกล้จะหมด

5 โมงเย็น วันพฤหัส โมลินาโร รายงานสภาพการเงินของบริษัทให้ชวาร์ตซ์ว่า เงินกู้ระยะสั้น (Repo) จำนวน 30,000 ล้านเหรียญ จะไม่ได้รับการต่ออายุในวันรุ่งขึ้น แบร์อาจจะหาเงินจากแหล่งอื่นมาแทนได้ แต่คงได้อย่างมากครึ่งเดียว ยังจะมีเงินสดขาดอยู่ 15,000 ล้านเหรียญ สำหรับจะเปิดทำการอีกหนึ่งวัน

1 ทุ่ม วันพฤหัส พวกเขาลงความเห็นว่า ทางออกของแบร์ เหลืออยู่แค่ 2 ทาง ทางหนึ่ง คือ หาเงินสดอัดเข้ามาอย่างด่วนที่สุดให้ได้ ก่อนเปิดทำการในวันศุกร์ ไม่งั้นวันศุกร์แบร์ คงต้องไม่มีทางอื่น นอกจากขอล้มละลายตัวเอง…

อันที่จริงชวาร์ตซ์ได้ติดต่อ เจมี่ ดิมอน (Jamie Dimon) ของ เจ พี มอร์แกน ตั้งแต่บ่ายวันพฤหัสแล้ว เจ พี มอร์แกน เป็นรายเดียว ที่น่าจะหาเงินกู้ข้ามคืนให้ได้ ทั้ง 2 บริษัท ก็ทำธุรกิจด้วยกันมานาน สำนักงานใหญ่ก็อยู่ตรงข้ามคนละฟากของถนนกันแค่นั้น

การเจรจาระหว่างแบร์กับเจ พี มอร์แกน ที่มี คิง เฮนรี่ รมว.คลังผู้ยิ่งใหญ่ กับท่านทิมของเฟด เป็นผู้กำกับนั้น มุมมองทั่วไปของแบร์ใกล้เคียงกับที่ The Wall Street Journal รายงาน

ขณะเดียวกัน ก็มีบางประเด็น ที่มีความต่าง อย่างแทบจะไม่น่าเชื่อ…

วันศุกร์หลังจากที่เจ พี ประกาศว่า “… เจ พี มอร์แกน เชส (JP Morgan Chase) และ Federal Reserve Bank of New York ตกลงที่จะให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่ แบร์ สเติร์นส์เป็นเงินกู้ที่มีหลักประกัน สำหรับระยะเวลาช่วงแรก ไม่เกิน 28 วัน… เจ พี มอร์แกน เชส จะหารือกับ แบร์ สเติร์นส์ต่อไป ถึงวงเงินถาวร หรือวิธีการอื่นสำหรับบริษัท….” และเทรดเดอร์ของ แบร์ กระโดดตัวลอยว่า เรารอดตายแล้วนั้น

ความต่างมีไม่มาก แต่สำคัญยิ่ง…. อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า ไอ้หนุ่มเทรดเดอร์นั่น ที่บอกว่า… เรารอดตายแล้ว ดูเหมือน จะพูดเร็วไปหน่อย

Scroll to Top