ตอน 7
บทไอ้โหดเขียน 1
เล่าเรื่องมาถึงตอนนี้ คงจะพอเห็นกันรางๆ แล้วว่า การปฏิวัติรัสเซียโดยพวกบอลเชวิก น่าจะเป็นละครลวงโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ ที่สามารถต้มคนได้ทั้งโลก เป็นเวลานานร่วมร้อยปีแล้ว โดยแทบจะยังไม่มีใครรู้เรื่อง เอ๊ะใจ หรือสงสัย เพราะเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้ถูกทำลายไปเกือบหมด เกือบหมด แต่ไม่หมด มีนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ผู้ที่สนใจความจริงและรักความเป็นธรรม และที่สำคัญผู้ที่ได้รับ ผลกระทบต่อชีวิต และประเทศชาติของเขา เริ่มทยอยค้นคว้า หาข้อเท็จจริง จากเอกสารที่ถูกกระจายซุกซ่อน บิดเบือน และพรางตัวในรูปแบบต่างๆ
แต่ความจริงไม่เคยถูกซ่อนได้มิดหมด ไม่เคยถูกเก็บ จนไร้ร่องรอยโดยสิ้นเชิง ความจริง รอให้เราตามรอยขุดค้นขึ้นมาใหม่
มันไม่ใช่การปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ อย่างที่เราเข้าใจกันแม้แต่น้อย แต่มันเป็นการสมคบกันของโจร ในเสื้อคลุมต่างๆ ที่จะปล้นรัสเซีย อย่างไม่ให้เหลือซาก อย่างโหดเหี้ยม และเลือดเย็น ทำลายสถาบัน ทำลายประเทศ ผ่านการสร้างฉากปฏิวัติ ซึ่งเป็นรูปแบบการปล้นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และมันได้ถูกนำมาพัฒนา เป็นการปล้นประเทศอื่นๆต่อไปอีกมากมาย
(และก็น่าคิดว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือการปฏิวัติของไทยเรา ในปี พ.ศ.2475 (ค.ศ.1932) ที่มีผู้สรรเสริญกันหนักหนา ก็อาจจะเป็นละครลวงโลก โดยการจัดฉากเช่นเดียวกันนี้
ผมมาฉุกใจคิด ตอนกำลังเขียนนิทานเรื่องนี้ เลยแวะไปหาเอกสารเก่าๆ อ่านเจอเรื่อง พระยากัลยาณไม ตรี (ฟรานซิส โบวส์ แซร์ Francis Bowes Sayre) นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ที่เข้ามายังสยามประเทศ เป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของไทย ในสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6ตั้งแต่ปี พ.ศ.2466 (ค.ศ.1923) ในปี พ.ศ.2468 (ค.ศ.1925) มีตำแหน่งเป็น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย มาถึงสมัยพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นายแซร์ (Sayre) ถวายคำปรึกษาด้านสนธิสัญญา และร่วมร่างเค้าโครงรัฐธรรมนูญ ฉบับพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย ในชื่อ “Outline of Preliminary Draft” และเป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ในการเจรจาเรื่องสนธิสัญญาไทย- สหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาดังกล่าวนั้น นายแซร์เจรจากับตัวแทนของฝ่ายอเมริกา เป็นรัฐมนตรีคลังชื่อวิลเลี่ยม จี แมคเอดู (William G. McAdoo) ซึ่งก็บังเอิญเป็นลูกเขยของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ด้วยค่าใช้จ่ายของฝ่ายไทย ที่สำคัญใช้เวลาคุยกันนานเป็นปี
จะรู้สึกสะกิดใจกันไหมครับ ถ้าผมบอกว่า ทั้งแซร์และแมคเอดู ก็เป็นลูกเขยของวูดโรว์ วิลสัน ทั้งคู่ เออ ลูกเขยเขาคุยกันเรื่องผลประโยชน์ของบ้านเรา ด้วยค่าใช้จ่ายของเรา และช่วงปี ค.ศ.1917 นายแซร์ยังทำงานกับ YMCA จำได้ไหมครับว่า ผมเคยเล่าว่าหน่วยงานนี้ จริงๆ ทำหน้าที่อะไร
(และ YMCA ไปทำอะไรที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 สงสัยผมคงจะต้องไปค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง คุณลูกเขยนี่เพิ่มเติมสักหน่อย)
กลับมาที่เรื่องปล้นรัสเซียต่อ ตัวละครสำคัญคือ American International Corporation (AIC) ซึ่งตามบทละครลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่นี้ น่าจะถูกตั้งขึ้นมา เพื่อรับบทเป็นผู้นำการปล้น โดยเป็นผู้จัดการระดมทุน ที่ต้องลงทุนค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดหาพรรคพวก อาวุธยุทธภัณฑ์ เครื่องไม้เครื่องมือ รวมทั้งการซ้อมปล้นที่อื่นมาหลายแห่ง ตั้งแต่เม็กซิโก อเมริกาใต้ ยันไปถึงเมืองจีน ก่อนที่จะเป็นการลงมือในฉากใหญ่ ปล้นรัสเซีย จักรวรรดิที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีทรัพยากรมากมายซ่อนอยู่
แต่ก็ยังไม่ชัดเจน ว่าใครกันแน่ ที่เป็นคนสั่งให้มีการ “ปล้น” และใครเป็นคนวางแผนปล้น และทำไมถึงเลือกรัสเซีย มันจะมาจากสาเหตุอะไรก็ตาม มันต้องทำเป็นขบวนการ เตรียมการล่วงหน้าเป็นปีๆ (AIC ตั้งขึ้น ค.ศ.1915 การปฏิวัติรัสเซียทั้ง 2 ครั้ง เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1917)
บทไอ้โหดเขียน 2
หนังสือพิมพ์ New York Times วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ.1917 เขียนรายงานถึงนักข่าวชื่อดัง นายจอร์จ เคนแนน (George Kennan) ซึ่งได้พูดในวันที่กลุ่มสังคมนิยมชาวอเมริกัน ได้จัดงานชุมนุมเพื่อฉลองการปฏิวัติรัสเซียว่า
“นายเคนแนน เล่าให้ฟังถึงผลงานของกลุ่ม Friends of Russian Freedom ที่เข้าไปเกี่ยวกับการปฏิวัติรัสเซีย เขาบอกว่า เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่ สงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นที่รบกันตั้งแต่ ค.ศ.1904นู่น เมื่อรบกันไปปีกว่า ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายได้เปรียบและจับทหารรัสเซียได้ประมาณ 12,000 เอามาขังไว้ที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นเขาอยู่ที่โตเกียว และได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมนักโทษที่เป็นทหารรัสเซีย
เขาได้รับหน้าที่ ให้เป็นคนหว่านความคิด สร้างความเกลียดชัง และต้องการปฏิวัติไล่พระเจ้าซาร์ของรัสเซีย เอาไว้ในหัวของพวกทหารรัสเซียที่ถูกจับนั้น โดยพวกญี่ปุ่นให้ความสนับสนุน เอกสารการโฆษณาชวนเชื่อ และชวนให้ปฏิวัติ ถูกจัดส่งไปที่ญี่ปุ่นจากอเมริกา หลังจากปฏิบัติภารกิจหว่านเมล็ดพันธุ์ปฏิวัติเสร็จ เขาก็เดินทางกลับอเมริกา
เขาบอกว่า ขบวนการหว่านความคิดให้ปฏิวัติพระเจ้าซาร์ของรัสเซียนี้ นี้ได้รับการอุปถัมภ์ และสนับ สนุนด้านเงินทุน จากนักการเงินใหญ่แห่งนิวยอร์ค ที่ทุกคนรู้จักดีและชื่นชม คือนายเจคอบ เอช ชิฟฟ์(Jacob H. Schiff) นั่นแหละ!
เมื่อสงครามโลกเกิดขึ้น มีทหารรัสเซีย ถูกควบคุมอยู่ที่ญี่ปุ่น ประมาณ 50,000 คน ทำให้ Friends of Russian Freedom ได้หว่านเมล็ดพันธุ์ปฏิวัติ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย
“…แต่ผมไม่รู้จำนวนที่แน่นอน ของพวกเมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านไว้ และได้มาเข้าร่วมการปฏิวัติครั้งนี้… ” นายเคนแนนบอก
หลังจากนั้น เขาก็อ่านโทรเลขจากนายเจคอบ เอช ชิฟฟ์ บางส่วนให้พวกที่มาชุมนุมฟัง
“…คุณช่วยบอกพวกเรา ที่มาฉลองกันคืนนี้ว่า ผมเสียใจอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถมาร่วมฉลองการได้รางวัลของ Friends of Russian Freedom ที่เราได้คาดหวัง และพยายามอยู่หลายปี เพื่อจะทำให้มันเกิดผล สำเร็จ…”
นอกจากนี้ ชิฟฟ์ยังแสดงความเห็นของเขาต่อการปฏิวัติรัสเซีย อย่างไม่ปิดบัง ผ่านบทความของเขาที่เขียนลงใน นสพ.ต่างๆ
สำหรับหนังสือพิมพ์ The Evening Post นั้น ชิฟฟ์เขียนว่า
“เพื่อตอบคำถามพวกคุณ ถึงความเห็นของผม เกี่ยวกับสถานะการเงินของรัสเซีย ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ด้วยการพัฒนาทรัพยากรอันมหาศาล ของรัสเซียอย่างถูกต้อง หลังจากกำจัด คนใหญ่คนโตไปแล้วนั้น (หมายถึงพระเจ้าซาร์) รัสเซียก็สามารถจะพัฒนาสถานะการเงินของตน ให้ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มที่จะสร้างประโยชน์แก่ตลาดเงินของโลกได้”
คำตอบของชิฟฟ์สะท้อนถึงความคิดเห็นของแวดวงการเงินในลอนดอนและนิวยอร์ค เกี่ยวกับการปฏิวัติรัสเซียได้ดีพอสมควร
นายจอห์น บี ยัง (John B. Young) แห่งธนาคาร National City Bank ซึ่ง บังเอิญอยู่ที่รัสเซีย ในปีค.ศ.1916 เพื่อทำหน้าที่จัดการเงินกู้ของพวกนายทุนอเมริกันให้แก่ซาร์ว่า ได้มีการพูดถึงการปฏิวัติกันทั่ว ไปหมดในรัสเซียในปีนั้น เขาคิดว่า พวกที่จะทำการปฏิวัติ เป็นพวกที่เอาจริง
หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินที่ลอนดอน คึกคักล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนการปฏิวัติ เหมือนกับทางลอนดอนรู้ว่า จะมีการปฏิวัติก่อนนิวยอร์ค และนักการเงินรุ่นใหญ่ ทั้งในตลาดเงินลอนดอนและนิวยอร์ค ต่างมีความเห็นไปในทางบวกกับการปฏิวัติของรัสเซีย พวกกลุ่มนักการเงินและกลุ่มอุตสาหกรรม มองว่าการปฏิวัตินี้ เป็นการกำจัดอิทธิพล ของกลุ่มที่ฝักฝ่ายเยอรมันในรัฐบาลรัสเซียออกไป และจะทำให้การทำสงครามกับเยอรมัน ของรัสเซียเข้มแข็งขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อฝ่ายอังกฤษ
เจคอบ เอช ชิฟฟ์ (Jacob H. Schiff) เป็นใคร และอะไรทำให้เขาลงทุนให้นายจอร์จ เคนแนน ถือตะกร้า ไปหว่านเมล็ดพันธุ์ปฏิวัติถึงในโตเกียว
บทไอ้โหดเขียน 3
เจคอบ เอช ชิฟฟ์ เป็นลูกของนักบวชชาวยิว (Jewish Rabbi) เกิดที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) เยอรมนี เขาถูกส่งให้มาอยู่ที่อเมริกา ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ตามคำสั่งและโดยเงินทุนของตระกูลโคตรรวย เจ้าพ่อรอธไชลด์
ภารกิจของชิฟฟ์ คือ เข้าไปคลุกอยู่กับนักการเงินชาวอเมริกัน และรอฟังคำสั่งจากเจ้านายต่อไป
เมื่ออยู่อเมริกานานพอ จนศึกษาลู่ทางเกี่ยวกับธุรกิจการเงินได้พอสมควรด้วยทุนของรอธไชลด์ ชิฟฟ์(Rothschild Schiff) ก็ซื้อกิจการธนาคารที่อินเดียนนาชื่อ คูน แอนด์ โลบ (Kuhn and Loeb) ซึ่งเป็นของ อับบราฮัม คูน (Abraham Kuhn) และโซโลมอน โลบ (Solomon Loeb) พร้อมกันนั้น เพื่อให้แน่ ใจว่าคุมกิจการได้หมดจด ชิฟฟ์ก็แต่งงานกับเทเรซ่า (Therese) ลูกสาวของโซโลมอน หลัง จากนั้นก็ซื้อหุ้นส่วนของคูน (Kuhn) มาทั้งหมด ทำให้เขาเป็นเจ้าของคูน แอนด์ โลบ แต่ผู้เดียวและย้ายมาทำธุรกิจที่นิวยอร์ค เป็นสูตรการซื้อกิจการที่น่าสนใจ แต่งงานกับลูกสาว แล้วได้เป็นเจ้าของกิจการของพ่อตา
เมื่อมาเปิดตัวที่นิวยอร์ค ในช่วงแรกๆ เขาไม่ค่อยได้รับการต้อนรับจากเจ้าถิ่นใหญ่คือ House of Morgan ซึ่งเป็นเจ้าพ่อคุมวอลสตรีทอยู่ แต่ชิฟฟ์ในฐานะตัวแทนของเจ้าพ่อรอธไชลด์ (Rothschild) ก็คงไม่มีใครกล้ารังเกียจที่จะคบค้า แล้วชิฟฟ์กับมอร์แกน ก็จับมือกัน เงินมันกลิ่นเดียวกัน ข่าวบอกว่าชิฟฟ์เป็นตัวกลางเชื่อมรอธไชลด์กับ House of Morgan เข้าด้วยกัน
นิตยสาร Truth ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1912 ลงบทความ ที่เขียนโดยจอร์จ อาร์ คอนรอย(George R. Conroy) ดังนี้:
“…ชิฟฟ์ นายใหญ่ของธุรกิจการเงิน คูน, โลบ แอนด์ โค (Kuhn, Loeb & Co) ซึ่งเป็นตัวแทนของรอธไชลด์ ทางฝั่งนี้ของแอตแลนติก ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักยุทธศาสตร์การเงินตัวฉกาจ เขาเป็นผู้ให้คำ แนะนำด้านการ เงินกับกิจการของ Standard Oil ที่ยิ่งใหญ่ เขามีความสนิทสนมและทำงานใกล้ชิดกับพวกแฮรี่แมน และร้อกกี้เฟลเลอร์ในธุรกิจเกี่ยวกับกิจการทางรถไฟทั้งหมดของพวกนั้น จนทำให้พวกนั้น มีอำนาจควบคุมธุรกิจเกี่ยวกับทางรถไฟและการเงินของอเมริกา…”
คูน โลบ แอนด์ โค มีหุ้นส่วนอีกคนคือ น้องเขยของชิฟฟ์ ชื่อพอล วอร์เบิร์ก (Paul Warburg) ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางแผน และดำเนินการให้กลุ่มวอลสตรีท สร้างระบบธนาคารกลาง (Federal Reserve System) ที่มีเอกชนเป็นเจ้าของในอเมริกาได้สำเร็จ และยังเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้
พอล วอร์เบิร์ก มีน้องชาย 2 คน คนหนึ่งชื่อ แม็กซ์ (Max) ซึ่งดูแลกิจการคู โลบ แอนด์ โค (Kuhn, Loeb & Co) อยู่ในเยอรมัน และแม็กซ์ยังทำงานให้รัฐบาลเยอรมัน โดยเป็นหัวหน้าหน่วยจารกรรมของรัฐบาลเยอรมันในช่วงสงครามโลกอีกด้วย …ส่วนน้องชายของพอลอีกหนึ่งคนชื่อ เฟลิกซ์ (Felix) ที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนการค้าของรัฐบาลเยอรมัน ประจำที่กรุงสตอกโฮม หน้าที่นี้ในยามสงคราม ไม่ต่างอะไรกับหน้าที่สืบราชการลับนั่นเอง
ไอ้ 3 พี่น้องนี่มันไม่ธรรมดาเลย
จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก ที่แม้จะอยู่อเมริกา แต่ชิฟฟ์ก็รู้ความเป็นไปของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นอย่างดี ผ่านเครือข่ายธุรกิจของเขาและของกลุ่มรอธไชลด์
บทไอ้โหดเขียน 4
ชิฟฟ์ได้ข่าวว่า พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 ของรัสเซีย รังเกียจชาวยิวอย่างยิ่ง ทำการบีบคั้นชาวยิวสารพัด และท้ายสุดเริ่มขบวนการที่จะส่งยิวออกนอกรัสเซีย ชาวยิวชื่อชิฟฟ์ จึงหาโอกาสที่จะแก้แค้น แทนพวกพ้องชาวยิวในรัสเซีย เมื่อได้ยินข่าวว่า รัสเซียกำลังจะต้องทำสงครามกับญี่ปุ่น และต้องการเงินทุนจำนวนมาก ชิฟฟ์เรียกประชุมชาวยิวที่บ้านเขา และกล่อมไม่ให้เศรษฐีเงินกู้ชาวยิว ให้เงินกู้แก่ฝั่งรัสเซียชิฟฟ์อ้างว่า รัสเซียร้ายกาจกับชาวยิวอย่างมาก เป็นการเสี้ยมที่ได้ผล รัสเซียหาเงินกู้ไม่สำเร็จ
ขณะเดียวกันบารอน โคเรคิโยะ ทากาฮาชิ (Baron Korekiyo Takahashi) ตัวแทนของทางการญี่ปุ่น ก็กำลังหน้ามืดในการหาเงินกู้ในนิวยอร์ก เพื่อจะใช้เป็นทุนในการไปรบกับรัสเซีย เขาไม่ได้รับความสนใจแม้แต่น้อยทากาฮาชิ จึงติดต่อไปทางรอธไชลด์ ซึ่งก็ตอบปฏิเสธมา โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากผิดใจกับพระเจ้าซาร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มรอธไชลด์ไปทำข้อตกลงกับกลุ่มร้อกกี้เฟเลอร์ เกี่ยวกับการขุดหาน้ำมันของรัสเซีย โดยไม่ขออนุญาตพระเจ้าซาร์ ทำให้พระเจ้าซาร์ไม่พอใจรอธไชลด์ หาข้ออ้างให้พ้นตัว
แต่แล้วโอกาสทองของทั้ง 2 ฝ่ายก็มาถึง เมื่อทากาฮาชิได้รับเชิญไปงานเลี้ยงรายหนึ่งที่ลอนดอน เขาบัง เอิญได้นั่งติดกับเจคอบ ชิฟฟ์ (Jacob Schiff) เขาบอกกับชิฟฟ์ว่า ญี่ปุ่นต้องการเงินกู้ 30 ล้านเหรียญ เอามาเป็นทุนสู้กับรัสเซีย เจคอบ ชิฟฟ์มองเห็นโอกาสได้รางวัลหลายต่อ ให้เงินกู้กับญี่ปุ่น เป็นการเปิดตลาดใหม่ ให้ญี่ปุ่นไปรบรัสเซีย ได้ล้างแค้นรัสเซียแทนยิว และได้หน้ารับใช้รอธไชลด์ เจ้านายมันมีแต่ได้กับได้ ใครจะไม่ฉวยโอกาสทองนี้… ชิฟฟ์จึงตกลงรับคำ จะมาปั่นตลาดเงินในอเมริกา หาเงินทุนให้ญี่ปุ่นไปรบรัสเซีย
วันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.1904 พันธบัตรเงินกู้เพื่อญี่ปุ่น ขายคล่องยิ่งกว่าขนมปัง
New York Times ลงข่าวว่า “ขณะที่ประตูของสำนักงาน ยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการ ผู้คนก็มาเข้าแถวยาว รอกันอยู่หน้าประตูแล้ว เพื่อคอยซื้อพันธบัตร พนักงานเล่าภายหลังว่า ตั้งกะเช้าจนเที่ยง เราขายดี จนเราไม่มีหยุดพักเลย”
ในที่สุดชาวยิวก็ล้วงกระเป๋าชาวอเมริกัน ให้ชาวญี่ปุ่นเอาไปถล่มชาวรัสเซีย และประเทศรัสเซียได้ถึง410 ล้านเหรียญ
หลังจากญี่ปุ่นชนะสงครามที่สู้กับรัสเซีย จากเงินที่ ยิวหาให้ กษัตริย์เอดเวิร์ดที่ 7 (Edward) ก็เชิญชิฟฟ์ ไปทานอาหารกลางวันที่พระราชวัง บัคกิ้งแฮม (Buckingham) ด้วยความชื่นชม และจักรพรรดิญี่ปุ่นก็เชิญ ชิฟฟ์ ไปรับเครื่องอิสริยาภรณ์ เป็นครั้งแรกที่จักรพรรดิญี่ปุ่น เชิญชาวต่างประเทศ ที่เป็นคนธรรม ดาเข้าไปในพระราชวัง ที่ปรกติจะเปิดรับแต่พวกพระราชวงศ์
เพื่อจะไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิญี่ปุ่น ชิฟฟ์และคณะ ซึ่งประกอบไปด้วยญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูงรวมไปถึงคนรับใช้ เหมารถไฟ 4 ตู้ เป็นส่วนตัว นั่งหรูชูคอ ข้ามทวีปอเมริกา จากนิวยอร์คไปถึงซานฟรานซิสโก (San Francisco) เพื่อลงเรือเดินสมุทรต่อไปญี่ปุ่น ระหว่างทาง เขาแวะเยี่ยมราชินีราชินีลิลีโอคาลานี่(Liliuokalani) ที่ฮอนโนลูลู (Honolulu)
ทำการใหญ่มันต้องฟอร์มใหญ่อย่างนี้
นิตยสาร New York Journal American ฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1949 ลงข่าวว่า จอห์น (John) หลานปู่ของชิฟฟ์ ให้สัมภาษณ์กับนักเขียนชื่อ ชอลลี่ นิคเคอร์บอกเคอร์ (Cholly Knickerbocker) ว่า ปู่ของเขาเจคอบ ชิฟฟ์ ได้จ่ายเงินไปประมาณ 20 ล้านเหรียญ เพื่อให้คอมมิวนิสต์รัสเซียได้ชัยชนะ
ชิฟฟ์ดูเหมือนจะรับบทเป็นดาราที่ออกมาเล่นบทนำคนแรก ในละครลวงโลก เรื่องปฏิวัติรัสเซีย หรือน่าจะเรียกชื่อเรื่องว่า ปล้นรัสเซีย อาจจะตรงไปตรงมาดีกว่า แต่คงไม่ใช่มี ชิฟฟ์ เป็นดาราแสดงนำคนเดียว เขาอาจจะเป็นดารารับบทสำคัญคนหนึ่ง ของกระบวนการ แต่ละครเรื่องนี้ น่าจะมีดาราแสดงนำหลายคน
บทไอ้โหดเขียน 5
เจ พี มอร์แกน ไม่ใช่เป็นบริษัทการเงินเล็กๆ เขาใหญ่และดังคับโลก เขาสนใจและรับงาน เฉพาะรายใหญ่ระดับชาติเท่านั้น และแม้เจ พี มอร์แกน จะเป็นเจ้าพ่อวอลสตรีท (Wall Street) แต่เขาก็สนิทสนม จนเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรอธไชลด์ เจ้าพ่อตัวจริงของฝั่งอังกฤษ ทำให้ผู้คนต่างพากันเดาถึงที่มาของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ 2 กลุ่มการเงิน ที่ไม่แน่ว่าจะมีใครรู้จริง
นายจอร์จ พีบอดี้ (George Peabody) เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันจากแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) เดินทางไปอังกฤษในปี ค.ศ.1837 เพื่อขายพันธบัตรกิจการสร้างคลอง Chesapeake Ohio ของอเมริกา ซึ่งขายได้ฝืดมากในอเมริกา เนื่องจากอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถอยหลัง เขาหวังว่าคนอังกฤษจะกระเป๋าหนักกว่าคนอเมริกัน แต่ประตูของตลาดลอนดอน ก็เปิดยากเอาการ แต่พีบอดี้ (Peabody) มีความเพียร เขาพยายามเคาะประตูนักการเงินใหญ่ของลอนดอนไปทุกบาน ในที่สุดก็ขายพันธบัตรคลองโอไฮโอ (Ohio) ได้หมดและได้กำไรไม่น้อย
นายพีบอดี้ไม่เอาเงินกำไรกลับอเมริกา เขาเอาเงินนั้นไปลง ทุน ตั้งบริษัททำธุรกิจตัวแทนเกี่ยวกับการนำเข้าส่งออกอยู่ที่ถนนบอนด์ Bond Street ในลอนดอน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้นักธุรกิจทั้ง 2 ฝั่ง ของมหาสมุทรแอตแลนติก ใครต้องการส่งสินค้า เขาส่งให้ ใครต้องการขาย เขาหาคนซื้อให้ ใครไม่มีเงิน เขาให้เงินกู้ มันคงเป็นจังหวะดี หรือนายพีบอดี้ มีฝีมือจริง ธุรกิจในลอนดอนของเขา จึงก้าวหน้าไปลิ่ว
คงมัวแต่ทำงานหนัก เลยไม่มีเวลาหาเมีย กว่าจะนึกออกก็คงดึกไปแล้ว แทนที่จะไปมองหาสาว เขาเลยมองหาคนที่จะมารับช่วงกิจการต่อไป ซึ่งต้องมีคุณสมบัติตามที่เขาตั้งไว้คือ
ข้อที่ 1 ต้องเป็นคนเกิดที่อเมริกาถึงยังไง นายพีบอดี้ ก็ยังรักบ้านเกิด และที่สำคัญเขาถือว่าบริษัทของเขาเป็นบริษัทอเมริกัน
ข้อที่ 2 ต้องเป็นคนที่มีสัญชาติญาณ หรือวิญญาณอังกฤษสิงอยู่หน่อยๆ จะได้ต้อนรับลูกค้า ที่เป็นคนใหญ่คนโตของอังกฤษ ได้อย่างไม่เก้งก้าง
ข้อที่ 3 ต้องรู้จักธุรกิจการเงินของอังกฤษ อเมริกา (Anglo-American finance) เป็นอย่างดี
และข้อที่ 4 พีบอดี้ จะต้องชอบคนนั้นด้วย
เมื่อนายจูเนียส มอร์แกน (Junius Morgan) พ่อค้าชาวบอสตัน (Boston) เจอกับพีบอดี้ ที่ลอนดอน (London) ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งในปี ค.ศ.1850 จูเนียส มอร์แกน ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกพีบอดี้ เอากล้องส่องสำรวจอย่างละเอียด พีบอดี้รู้สึกถูกชะตากับจูเนียส มอร์แกนอย่างยิ่ง หลังจากไปสืบถามถึงภูมิหลัง และชื่อเสียงจนเป็นที่พอใจ ปี ค.ศ.1854 จูเนียส มอร์แกน ก็อพยพครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ลอนดอน และมีตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนกิจการ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Peabody, Morgan & Company
นอกเหนือจากขายพันธบัตรของธุรกิจของฝั่งอเมริกา และของรัฐบาลอเมริกันแล้ว บริษัทยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลฝ่ายเหนือ ในตอนสงครามระหว่างเหนือใต้ ของอเมริกาอีกด้วย งานนี้ทำกำไรให้กับบริษัทมากมาย จนพีบอดี้ ได้ขึ้นอันดับไปยืนอยู่แถวหน้าของตลาดเงินลอนดอน
ปี ค.ศ.1864 พีบอดี้ก็ขอเกษียณตัวเองและยกธุรกิจทั้งหมดให้กับจูเนียส มอร์แกน ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น J. S Morgan and Company
บทไอ้โหดเขียน 6
ลูกชายของจูเนียส คือนายจอห์น เพียร์พ็องค์ (John Pierpont) ที่โด่งดัง เริ่มเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมของอังกฤษที่บอสตัน แต่ต่อมาการเรียนและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาอยู่แถวยุโรป เขาจึงมีลักษณะท่าทางเป็นคนอังกฤษมากกว่าคนอเมริกัน ดูเหมือนเขาจะถูกสร้างให้เป็นตามแบบพิมพ์ที่ พีบอดี้ตั้งใจ
จอห์น เพียร์พ็องค์ ถูกส่งไปฝึกงานกับบริษัทการเงินอื่น ก่อนจะมารับตำแหน่งหุ้นส่วนในกิจการDabney, Morgan & Company ซึ่งเป็นสาขานิวยอร์ก (New York) ของบริษัทที่ลอนดอน ในปี ค.ศ.1871 บริษัทได้หุ้นส่วนใหม่อีกคนจากฟิลลาเดเฟีย (Philadelphia) คือ แอนโธนี่ เดร็คเซล (Anthony Drexel) บริษัทจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Drexel, Morgan & Company และในปี ค.ศ.1895 เมื่อเดร็คเซลตาย บริษัทจึงเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น J P Morgan & Company และมีสาขาที่ปารีสชื่อ Morgan, Haries & Company
หลังจากจูเนียสตาย ไม่กี่ปีต่อมาเพียร์พ็องค์ ก็ตัดสินใจปรับปรุงรูปโฉมของบริษัทที่ลอนดอน ให้กลาย เป็นบริษัทอังกฤษแท้ และแบ่งธุรกิจให้สาขาที่อเมริกา ก็รับแต่งานของฝั่งอเมริกาไป และก็เป็นโอกาสให้ เจ พี มอร์แกนน จูเนียร์ (J P Morgan Jr.) ซึ่งเพื่อนฝูงเรียกว่า แจ๊ค (Jack) ลูกชายของเพียร์พ็องค์ ได้ รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการธุรกิจที่อเมริกา และกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้โลกนี้กลายเป็นแดนอธรรม หรือดงโจร
ตามชีวประวัติของ แจ๊ค ซึ่งนายจอห์น ฟอร์ปส์ (John Forbes) เขียนไว้ดังนี้ :
เจ พี มอร์แกนน จูเนียร์ (J P Morgan, Jr.) ได้เป็นหุ้นส่วนของ London House ของ J. P Morgan & Co เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.1898 และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ตัวเขาพร้อมครอบครัวเมีย 1 ลูก 3 ก็ย้ายจากนิวยอร์ก มาใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษนานถึง 8 ปี เขาถูกส่งให้มาอยู่อังกฤษ เพื่อมาทำภารกิจสำคัญ 2รายการ
ภารกิจแรก เพื่อเรียนรู้ภาคปฏิบัติว่า คนอังกฤษทำธุรกิจการธนาคารอย่างไร ภายใต้ระบบธนาคารกลาง ซึ่งกำหนดโดย Bank of England ซึ่งมอร์แกน คนพ่อ มีความหวังอยากจะตั้งระบบธนาคารกลางในอเมริกา และหวังจะให้คนของมอร์แกน รู้ไว้ก่อนว่าระบบนี้ทำงานอย่างไร
ภารกิจที่สอง เพื่อทำความรู้จักกับนักธุรกิจการเงินของลอนดอน อย่างจริงจัง และเลือกหุ้นส่วนที่เป็นอังกฤษของแท้ ภาระที่สองนี้ ประสพผลสำเร็จชัดเจน เมื่อเอ็ดเวิร์ด เกรนฟิลล์ (Edward Grenfell) ซึ่งเป็นกรรมการของ Bank of England มาเป็นเวลานาน ตกลงมาร่วมเป็นหุ้นส่วนอาวุโส และบริษัทก็เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้งเป็น Morgan Grenfell & Company นับว่า แจ็ค ตกได้ปลาตัวใหญ่จริง และสงสัยว่าเขาจะใช้เหยื่อตกปลาชนิดพิเศษ
ผู้คนพากันสงสัยว่า เมื่อนักการเงินอเมริกา อาจหาญมาซ่าอยู่แถวตลาดลอนดอน ซึ่งมีเขี้ยวลากกันทั้ง นั้น จะไปรอดหรือ มันคงเอาเขี้ยวงัดกัดกันน่าดู นั่นแสดงว่าไม่รู้จัก ว่าคนเป็นเจ้าพ่อตัวจริง เขาคิดอย่างไร
เมื่อจอร์จ พีบอดี้ มาถึงลอนดอน ใหม่ๆ เขาแปลกใจมาก เรียกว่า ตกใจจะตรงกว่า เขาตกใจที่อยู่ดีๆ ได้ รับคำสั่งให้ไปพบเจ้าพ่อบารอน เนธาน ไมเยอร์ รอธไชลด์ (Baron Nathan Mayer Rothschild) ใครจะกล้าเบี้ยวใบสั่งเจ้าพ่อ โดยเฉพาะกำลังมาหากินอยู่กลางดงของเจ้าพ่อ
แต่เรื่องกลับโอละพ่อ เจ้าพ่อก็มีวันต้องการมีสมุนนอกบัญชี
รอธไชลด์บอกกับนายพีบอดี้ว่า เขาไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบนัก ของพวกผู้ดีหัวสูงของสังคมอังกฤษ ในสาย ตาของพวกผู้ดีหลายคน เขาก็เป็นเพียงพวกกา หาใช่พันธุ์หงส์ เพราะฉะนั้น พวกสังคมชั้นสูง ก็ไม่ปลื้ม ไม่จริงใจ ในการคบค้าเขา สนใจแต่จะคบกับเงินของเขาเท่านั้น
หลังจากการสนทนาลับกับเจ้าพ่อ นายพีบอดี้ก็จัดงานฉลองวันชาติของอเมริกาที่ลอนดอน โดยเชิญบรรดาขุนนาง ผู้ดีอังกฤษ หัวสูง ยโสทั้งหลายมาร่วมงาน แขกรับเชิญต่างชอบใจเจ้าภาพ และพอใจที่จะคบค้าด้วย เพราะยังไงก็เป็น Anglo Saxon เผ่าพันธุ์เดียวกัน คงไม่มีใครรู้ว่า ค่าอาหาร ค่าเหล้าในงานเลี้ยงคืน และอีกหลายๆ ครั้งต่อมา นายพีบอดี้ไม่ได้เป็นคนจ่ายเงิน
ปี ค.ศ.1857 เมื่อตลาดวอลสตรีทเกือบล่ม นักเล่นหุ้นใช้สูตร ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เหมือนพวกเซียนใหญ่บ้านเรา พีบอดี้ และมอร์แกน คนพ่อ ถลาเข้าไปรับประกันชำระหนี้แทนนักเล่นหุ้น รวมๆ แล้ว ประมาณ 2 ล้านปอนด์ หวังค่าคอมก้อนใหญ่ แต่ก็มีคนไม่แน่ใจว่า ถึงเวลา ถ้าลูกหนี้เบี้ยวหมดพีบอดี้และมอร์แกน จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย
ในประวัติของ The House of Morgan เขียนโดยรอน เชอร์นาว์ (Ron Chernow) บอกว่า ขณะที่ข่าวลือชิ้นแรกว่อนไปทั่วว่าจอร์จ พีบอดี้ น่าจะร่วงตามลูกหนี้ ข่าวลือชิ้นต่อมาก็บอกว่า จะมีเจ้ามือใหญ่ของตลาดมาช่วยนายพีบอดี้ โดยมีเงื่อนไข เขาจะต้องปิดกิจการบริษัทที่อังกฤษ และกลับอเมริกาไปภายใน 1 ปี
ไม่นานหลังจากมีข่าวลือ ก็มีข่าวจริงออกมาว่า Bank of England ประกาศให้เงินกู้ 8 แสนปอนด์ด้วยดอกเบี้ยอัตราต่ำติดพื้นให้แก่พีบอดี้ รวมทั้งให้ credit line อีก 1 ล้านปอนด์ ถ้าจำเป็นและต้องการ มันเป็นเรื่องผิดคาดของตลาดการเงินลอนดอน ที่โธมัส เฮนลี่ย์ Thomas Hanley ผู้ว่าการธนาคารBank of England ซึ่งปฏิเสธที่จะช่วยเหลือบริษัทการเงินอเมริกันมาหลายรายแล้ว จะมาอุ้ม Peabody & Company ในขณะที่จมน้ำไปเกือบมิดหัวแล้ว
แต่ถ้าลองไล่เรียงความก้าวหน้าของพีบอดี้ในตั้งแต่เริ่ม ปี ค.ศ.1837 มาจนถึงวันที่ J P Morgan & Coกลายเป็น Morgan Grenfell & Company หลังปี ค.ศ.1894 ก็น่าจะพอต่อเรื่องกันได้ว่า ฝีมือเขาดีจริง หรือน่าจะเพราะมีเจ้าพ่อหนุนหลัง หรือทั้ง 2 อย่าง แต่ฝีมือดีอย่างเดียว คงไม่น่ามาได้ไกลขนาดนี้
Guaranty Trust ของเจ พี มอร์แกน จึงรับบทสำคัญไม่น้อย หรืออาจจะมากกว่า เจคอบ ชิฟฟ์เสียด้วยซ้ำ ในละครลวงโลกปฏิวัติบอลเชวิก ปล้นรัสเซีย