แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม ๕ ‘นักล่า’

แกะรอยเก่า

ตอน (5) คลุกวงใน 

ระหว่างสงครามโลกลามมาถึงเอเซีย  ขบวนการเสรีไทยก็แตกหน่อขยายตัว มีนักเรียนไทยในอังกฤษและอเมริกาเข้ามาร่วม พวกที่อยู่ในอเมริกา อยู่ในความดูแลของสถานทูตไทยในวอชิงตัน ส่วนที่อังกฤษน่าจะอยู่ในความดูแลของ ทูตทหารไทยในอังกฤษ ด้านอังกฤษไม่ค่อยมีกิจกรรมมากนัก แต่ทางด้านอเมริกา ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารคือ ม.ล. ขาบ กุญชร และผู้ช่วย ได้รับการฝึกอบรมจากทางอเมริกาและร่วมทำงานกับหน่วยงาน OSS นายเคนเนธ อ้างว่า เขาเข้าร่วมวางแผนยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับการนำสาย ลับเข้าไปในไทยและก่อการวุ่นวายในประเทศ เขาเล่าว่า ผู้สำเร็จราชการขณะนั้นคือ นายปริดี พนมยงค์ ลาออกจากเป็นรัฐมนตรีคลัง เพื่อเป็นผู้สำเร็จราชการ เมื่อญี่ปุ่นบุกไทย ซึ่งทำให้นายปรีดีไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและเคลื่อนไหวได้สะดวก… นายเคนเนธบอกว่า นายปริดีนี่แหละคือคนของอเมริกาhe was “our boy” และได้รับชื่อรหัสว่า “Ruth” เอาไว้ใช้ในการสื่อสารลับ อีกคนหนึ่งคือ หลวงอดุลเดชจรัส ซึ่งเป็นอธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น ก็เช่นกันและได้ชื่อรหัสว่า “Betty”

ช่วงนั้นอเมริกาส่งสายลับมาเต็มอัตรา เดินกันขวักไขว่อยู่ในเอเซีย ผู้ที่เดินสายอยู่แถบอินโดจีน ส่วน มากจะเป็นพวกเสรีไทย มีบ้างที่เป็นสายลับอเมริกาที่มีชื่อโด่งดังก็คือ นายจิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) (ซึ่งต่อ มาเป็นราชาผ้าไหมไทย เจ้าของกิจการจิม ทอมป์สัน คนนั่นแหละ เรื่องของนายจิมนี้ ก็น่าสนุก มีคนเขียนชีวประวัติเขา มีขายกันทั่วไป ลองไปหาอ่านกันดู) จากการทำงานในช่วงนี้ทำให้นายเคนเนธกับนายจิม รู้จักและสนิทสนมกัน ถึงขนาดเมื่อหนังสือของนางมาการ์เรต ได้ถูกนำไปทำละครทำหนังเรื่อง The King and I นายจิมนี่แหละเป็นคนส่งผ้าไหมไทยไปให้ตัดเย็บชุดดารา ทำให้ผ้าไหมไทย โดยเฉพาะของจิม ทอมป์สัน ดังเป็นพลุแตกตอนนั้นแหละ

งานจารกรรมพวกนี้ดำเนินการโดย OSS และเนื่องจากไม่มีใครรู้จักเมืองไทยและอินโดจีน เท่ากับนายเคนเนธ ทำให้นายเคนเนธโม้ไม่หยุดว่า เขาเป็นขวัญใจของทุกหน่วยงาน ใครๆ ก็เรียกหา ใครๆ ก็อยากใช้เขา แผนที่และหนังสือพิมพ์ที่เขาเก็บสะสมมา 10 ปี และหอบกลับมาอเมริกา พิสูจน์ให้เห็นว่า มีค่าขนาดไหน สำหรับทุกหน่วยงาน …เหมือนอย่างกับนายเคนเนธรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า!

ช่วงปี ค.ศ.1942 เคนเนธย้ายไปทำงานที่หน่วยงาน Board of Economic Warfare (BEW) โดย นายโดโนแวนไม่ขัดข้อง หน้าที่ของเขาคือ ชี้เป้าสำหรับให้นักบินทิ้งระเบิด นับว่า เป็นมิชชันนารีพันธุ์พิเศษจริงๆ อย่าลืมนายเคนเนธหอบแผนที่ไทย และรวมทั้งแถบอินโดจีนกลับมากับตัวด้วย ทำให้นักบินอเมริกันสามารถทิ้งระเบิดถล่ม ทางรถไฟไปหลายสายทั้งในจีน ฮานอย และแน่นอนรวมทั้งทางรถไฟของไทยด้วย นายเคนเนธบอกว่า ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือ การถล่มเขื่อน และต้องทำตอนเขื่อนมีน้ำเต็ม ครั้งหนึ่งเขากะสถาน ที่และเวลาให้นักบินอเมริกันทิ้งบอมบ์เขื่อนที่เวียดนามเหนือ หลังจากเขื่อนทลาย น้ำจะท่วมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างกว้างขวาง ไร่นาฉิบหายหมด เขาตั้งใจจะสกัดไม่ให้ญี่ปุ่นมีอาหารกิน แต่ผู้ที่รับเคราะห์คือ ชาวบ้าน เขามารู้จากลุงโฮจิมินท์ เมื่อมาพบกันตอนปี ค.ศ.1946 ซึ่งบอกว่า คุณรู้ไหมระเบิดคราวนั้นทำให้ประชาชนเวียด นามอดอยากแทบตายถึง 2 ล้านคน! หลังจากนั้นนายเคนเนธก็ได้ถูกชวนให้ย้ายไปอยู่ สำนักงานตะวันออกไกล (Far East Bureau) ของกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับตะวันออกไกล (Far East) จากมิชชันนารี กลายมาเป็นนักวางแผนอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ แทบไม่น่าเชื่อ!

งานสำคัญชิ้นแรกที่เขาทำคือ ร่างนโยบายของอเมริกาเกี่ยวกับอินโดจีนหลังสงครามโลก ให้กับประธานาธิบดีรูสเวลท์ ซึ่งให้ธงไว้ว่า อเมริกาไม่เอาใจฝรั่งเศส และเห็นว่าฝรั่งเศสเป็นนักล่าอาณานิคม ที่แย่มาก เขาร่างนโยบายอยู่ 30 รอบ กว่าจะเป็นที่พอใจของทุกคน โดยเฉพาะท่านประธานาธิบดีซึ่งประทับตราเห็นด้วย ด้วยการบอกว่า ฉันไม่ต้องการให้ฝรั่งเศสกลับมาที่อินโดจีนอีก “I want no French returned to Indochina, FDR” (เพราะเราอเมริกาจะเป็นผู้ครอบครองอินโดจีนต่อไป!) เขาทำงานอยู่ที่หน่วยงานนี้จนถึงปีค.ศ.1954

เมื่อสงครามโลกปิดฉาก อังกฤษแก้แค้นที่ไทยประกาศสงครามใส่ โดยการยื่นข้อเรียกร้องกับไทย 21 ข้อ นายเคนเนธบอกว่า ข้อเรียกร้องของอังกฤษโหดมาก ถ้าไทยยอมก็เท่ากับตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทางอเมริกาเองไม่ถือว่าไทยเป็นคู่รบ และไม่ได้เรียกร้องอะไรกับไทย (แต่มีแผนการอย่างอื่น เตรียมไว้ให้โดยไม่บอกให้อังกฤษรู้) และส่งนายชาร์ลส์ โยสท์ (Charles Yost) ซึ่งเป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์และชั่วโมงบินสูง เขามาประจำอยู่ที่เมืองไทยระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนหลังไปประทำที่สหประชาชาติ) และนายเคนเนธ มาช่วยไทยเจรจากับอังกฤษ การเจรจาใช้เวลาอยู่หลายเดือน ในที่สุดอังกฤษยอมยกเลิกข้อเรียกร้อง 21 ข้อ เหลือเพียงข้อเดียวให้ไทยชดใช้ โดยการส่งข้าวให้แก่อังกฤษแทน

Scroll to Top