ช่วงปี ค.ศ.1960 ศูนย์อำนาจของอเมริกาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังถูกกำกับโดยกลุ่มบุคคล ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นชนชั้นนำของอเมริกา (Elites) พูดง่ายๆ ว่าเป็นพวกคนรวยผู้มีอิทธิพลในสังคมชั้นสูงนั่นแหละ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ควบคุมแนวความคิดของบรรดานักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ นักการเงินและสื่อ
ผู้นำกลุ่มที่ควบคุมศูนย์อำนาจของอเมริกา คือ ครอบครัวร้อกกี้เฟลเลอร์ หรือท่านร็อกกี้หินร่วงของผม
อิทธิพลของตระกูลท่านหินร่วง ใหญ่และครอบคลุมไปทั่ว อย่างที่ในประวัติศาสตร์อเมริกา ยังไม่เคยมีตระกูลใดทำได้ถึงขนาดนี้ เขาใช้อะไรครอบอะไรคลุมล่ะ คนรวยเข้าใช้อะไรครอบขี้ข้า แหม คำตอบกล้วยๆ ก็เงินไงครับ อย่างนี้ ถือว่า เป็นผู้มีบารมีเหนือประชาธิปไตย หรือเปล่านะ (ฮา)
ตระกูล หินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ ร่ำรวยมาจากธุรกิจน้ำมัน (ไม่ใช่ธุรกิจมือถือ ดาวเทียม นั่นมันเศรษฐีปลายแถว อย่ามาตีเสมอ) ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จากบริษัทสแตนดาร์ดออยล์ (Standard Oil) ของตระกูล (เปลี่ยนชื่อเป็น เอ๊กซอน โมบิล (Exxon Mobil) ประมาณปี ค.ศ.1999) ต่อมาก็ทำธุรกิจธนาคาร โดยเป็นเจ้าของธนาคารเชส แมนฮัตตัน (Chase Manhattan) ซึ่งเป็น 1 ในธนาคารใหญ่ระดับโลก และด้วยเงินมหาศาลของครอบครัว ตระกูลนี้ก็เริ่มเข้าไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมการเกษตร และที่สำคัญ ได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อนักการเมือง (ถึงว่าซิ มันต้องรวยเป็นเศรษฐีน้ำมันถึงจะเจ๋งจริง เลยมีคนเอาอย่าง…ขายทิ้งมือถือดาวเทียม มาเล่นน้ำมันกับเขาบ้าง)
บริษัทสแตนดาร์ดออยล์ ถือเป็นผู้ครอบครองอาณาจักรธุรกิจน้ำมัน ระดับยักษ์ใหญ่จริงๆ เป็นอาณา จักรที่ครอบครอง บ่อน้ำมันในประเทศ 20,000 แห่ง มีท่อส่งน้ำมันยาวถึง 4,000 ไมล์ รถขนส่งน้ำมัน 5,000 คัน และมีพนักงานมากกว่า 100,000 คน เป็นบริษัทที่ทำการกลั่นน้ำมัน จำนวน 80 – 90%ของน้ำมันโลก ตลอดศตวรรษดังกล่าว
ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตระกูลหินร่วง เกือบจะเป็นเจ้าของตึกส่วนใหญ่ในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งรวมถึง ตึก World Trade Centre Tower, Lincoln Centre, One Chase Manhattan Plaza และ Nelson A. Rockefeller Empire State Plaza
นอกจากในวงการธุรกิจแล้ว ตระกูล “หินร่วง” เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยชิคาโก (Chicago) และมหา วิทยาลัย ฟิลลิปไพนส์ (Philippines) และเป็นผู้อุปถัมภ์ใหญ่ ให้แก่มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกา ที่เรียกว่า Ivy League ได้แก่
– มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)
– วิทยาลัยดาร์ทมัธ (Dartmouth College)
– มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University)
– มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University)
– มหาวิทยาลัยเยล (Yale University)
– สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซสต์ (Massachusetts Institute of Technology) (MIT)
– มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University)
– มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University)
– มหาวิยาลัยคอร์เนล (Cornell University)
etc.
เอ้า! มารู้จักครอบครัวตัวอย่าง (คนโคตรรวย) กันหน่อย ใครเป็นใคร อ่านตอนหลังจะได้ไม่งง ตระกูลหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นคนอเมริกัน เชื้อสายเยอรมัน ผู้นำครอบครัวที่ทำให้ตระกูลเขามีอิทธิพล มีสาย ตายาวไกลมาก (นักมายากลตัวพ่อ) คือ นายจอห์น เดวิสัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ ซีเนียร์ (John Davison Rockefeller Senior) สมาชิกตระกูลที่สืบทอด DNA ของท่านปู่จอห์น ที่สำคัญมี
จอห์น เดวิสัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ จูเนียร์ (John Davison Rockefeller, Junior)
เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ (David Rockefeller)
เนลสัน เอ ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Nelson A. Rockefeller)
ลอร์เรนซ์ ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Laurence Rockefeller)
จอห์น เดวิสัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ (John Davison Rockefeller III)
เมื่อรวยล้นฟ้าและมีอิทธิพลขนาดนี้ กลุ่มตระกูลหินร่วง จะอยู่เฉยได้ยังไง คนรวยมีเงิน ก็อยากมีอำนาจ สูตรสำเร็จเดิมๆ จึงมีแนวคิดที่จะควบคุมนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของอเมริกา และแน่นอนถ้าคุมอเมริกาได้ก็คุมโลกได้ เพื่อให้รวยขึ้นและมีอำนาจอยู่ในมือมากขึ้นอย่างประมาณมิได้ แล้วจะทำกันเฉพาะในครอบครัว มันคงไม่ใหญ่พอมั้ง มันก็ต้องโชว์พาว ว่าแล้วพี่น้องตระกูล หินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็ทำการคัดเลือก เฉพาะคนรวยและชนชั้นนำในสังคม จำนวน 300 คน จากเพื่อนและพวกของตนที่มีอิทธิพล สูงในวงการต่างๆ ที่อยู่ในอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น และก่อตั้งองค์กรที่เรียกว่า Trilateral Commission ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1973 เพื่อจะกำหนดทิศทางเดินของโลกเสียใหม่ ตามที่พวกตนต้องการ (ปัจจุบันนี้สมาคมผู้ทรงอิทธิพลมีสมาชิก จากประเทศแถบเอเซียเพิ่มขึ้นด้วย)
ในจำนวนรายชื่อสมาชิกผู้ก่อตั้ง Trilateral Commission ของเดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ มีบุคคล เช่น
ซบิกเนียฟ เบรซินสกี้ (Zbigniew Brzezinski) (รายนี้สำคัญ จำชื่อไว้ให้ดี)
ผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย (Georgia) คนทำไร่ถั่ว ชื่อนายเจมส์ เอิร์ล คาร์เตอร์ (James Earl Carter) หรือที่เราคุ้นกันในชื่อจิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) (ผู้ซึ่งนายเดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์สนับสนุนให้เป็นประธานาธิบดี สมัย ค.ศ.1976 แทนนายเจอรัลด์ ฟอร์ด
นายจอร์จ เอช ดับเบิ้ลยู บุช (George H. W. Bush) (ซึ่งก็ได้เป็นประธานาธิบดี โดยการสนับสนุนของกลุ่มคนรวย แถมยังมีบทบาทที่สำคัญมากๆ ต่อมาภายหลังอีกด้วย)
นายพอล โวล์คเกอร์ (Paul Volcker) ผู้ซึ่งในสมัยประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ได้แต่งตั้งให้เป็นประธาน Federal Reserve
นายอลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ซึ่งแม้ตอนนั้นจะเป็นเพียง นักวาณิชย์ธนกิจอยู่แถววอลสตรีท (Wall Street) แต่มีแววโดดเด่นเข้าตากรรมการ
รวมทั้งนายพลอเล็กซานเดอร์ เฮก, นายไซรัส แวนซ์ และนายเอ็ด มัสกี้ (ทั้ง 3 คน ต่อมาได้รับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ นายพลเฮกได้เป็นสมัยนายโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ส่วน 2 คนหลัง เป็นในสมัยประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) คนหนึ่งเป็นช่วง ค.ศ.1977–ค.ศ.1980 อีกคนเป็นต่อ ค.ศ.1980–ค.ศ.1981)
อืม! เข้าใจเล่นนะ พวกคนรวย
ตอนนั้นนายเบรซินสกี้ (Brzezinski) เพิ่งเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่โดนใจพวกหินร่วงอย่างยิ่ง ชื่อ “Between Two Ages: America’s Role in the Technotronic Era พิมพ์ในปี ค.ศ.1970
เขาบอกว่า “สังคมควรจะต้องครอบงำ หรือปกครองโดยกลุ่มบุคคล ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคมระดับ สูง (Elites) ซึ่ง คนพวกนี้ ต้องไม่ลังเล ที่จะทำให้ได้มา ซึ่งอำนาจทางการเมือง โดยใช้เทคนิคใหม่ ๆ ให้มีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมสังคม รวมทั้งการจัดระเบียบสังคม ย้อมพฤติกรรมสังคมเสียใหม่
ซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศทางและควบคุมสังคมไปด้วย”
แม่เจ้าโว้ย ยังกะนั่งเขียนอยู่ในใจของท่านร็อกกี้ หินร่วง เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ เลยนะ
นอกจากนี้ในหนังสือดังกล่าว นายเบรซินสกี้ยังได้เสนอความคิดว่า น่าจะได้มีการจับมือกัน ระหว่างบรรษัทและธนาคาร ที่มีอิทธิพลและเครือข่ายข้ามชาติ ระหว่างนักธุรกิจชั้นนำของยุโรป อเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อกำหนดนโยบายการทำธุรกิจร่วมกัน โดยการดำเนินการอย่างเป็นความลับ
โอ้ย ไอ้หมอนี่ถ้าไม่เอามาใช้เป็นมือขวาก็ต้องมาเป็นมือซ้ายแน่นอน ท่านหินร่วงรำพึง แล้วนายเบรซินสกี้ ก็ได้รับเลือกจากท่านร็อกกี้หินร่วง ให้เป็นกรรมการบริหารคนแรกของ Trilateral Commission