พวกเศรษฐีนักมายากล เล่นกลกันเป็นระบบ เมื่อเขากว้านซื้อไร่ ซื้อนา ในแถบลาตินอเมริกาแล้ว อีกด้านหนึ่ง ก็ทุ่มทุนผ่านมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ ตามห้องทดลองเกือบ 50 แห่ง
ในช่วงปี ค.ศ.1950–ค.ศ.1960 ตระกูลหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ ได้ทดลองการผสมพันธุ์พืชใหม่ (hybrid) เมื่อเริ่มเห็นผลพอใช้ได้ก็จับมือคาร์กิล Cargill บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านธุรกิจเกษตรและพันธุ์พืช ให้มาเป็นพันธมิตร และเริ่มทดลองเพาะข้าวโพดพันธุ์ไฮบริด (hybrid) โดยให้มาทดลองปลูกในลาตินอเมริกา และต่อมาก็ทดลองกับพันธ์พืชต่างๆ ที่เรียกว่า GMO (genetic engineering food crops) โดย เฉพาะข้าว ซึ่งเศรษฐีนักมายากล ได้ดำเนินการให้แพร่หลายอยู่ในลาตินอเมริกา เม็กซิโก รวมทั้งเอเซีย เช่น อินเดียและฟิลิปปินส์
ทั้งหมดอยู่ภายใต้เป้าหมายที่แท้จริงของนักมายากล ที่จะควบคุมอาหารสำหรับประชากรโลก (ที่สาม) ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอเมริกา โดยปฏิบัติการไปพร้อมกับ เรื่องน้ำมันและอำนาจ ของกองทัพอเมริกา
มันกลายเป็นยุทธศาสตร์ของอเมริกาได้อย่างไร
ไม่ยากสำหรับพวกหินร่วง เพราะรมว.ต่างประเทศของอเมริกา ตั้งแต่ ค.ศ.1952 จนถึง ค.ศ.1979 ล้วนเป็นคนที่ตระกูลหินร่วง สร้างมาทั้งนั้น เช่น นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลัส (John Foster Dulles) นายดีน รัสค์ (Dean Rusk) นายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ และนายไซรัส แวนซ์
ในปี ค.ศ.1970 ร้อยละ 95 ของจำนวนธัญพืชอยู่ในมือของ 6 บรรษัทข้ามชาติ Cargill Grain Company, Continental Grain Company, Cook Industries Inc., Dreyfus, Bunge Company และ Archer Daniel Midland ทั้งหมดเป็นบริษัทที่มีฐานอยู่ที่อเมริกา
คาร์กิลใช้เวลาอยู่กว่า 2 ทศวรรษ ในการเปลี่ยนนโยบายการค้าของอเมริกา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อเมริกาสามารถ ครองตลาดโลกได้ ในธุรกิจการขายเมล็ดพันธุ์เกษตร GMO ยาฆ่าแมลงและปุ๋ย และทำให้ชาวไร่ ชาวนา ทั่วโลก เปลี่ยนจากการทำเกษตรในครัวเรือน เป็นเกษตรอุตสาหกรรม และเป็นการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช่ต่อเนื่องหมุนเวียนไปทุกฤดูกาล เปลี่ยนเป็น GMO เมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ได้เพียง “ฤดูกาลเดียว” ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนิกสัน
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง คาร์กิล อัดตลาดเกษตรด้วยพืช GMO ขยายตัวเกษตรอุตสาหกรรมด้วยการส่งเมล็ดพันธุ์พืชเช่นนี้ไปทั่วโลก โดยเฉพาะโลกที่สาม ขณะเดียวกัน ก็บอกกับชาวไร่ชาวนาในประเทศโลกที่สามว่า ถ้าขืนทำการปลูกข้าว ธัญพืช อื่นๆ รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ด้วยพืชจากการเกษตรในครอบครัว ยูจะล่มจม เพราะไอจะอัดยูด้วย GMO เข้าใจ มั้ย เพราะฉะนั้น ถ้ายูไม่ใช้เมล็ดพันธุ์GMO พวกยูก็ไปทำไร่ผักสวนครัว ปลูกพริก หอม กระเทียม หรือ ปลูกกล้วย ปลูกอ้อย แทนแล้วกัน
สำหรับโลกที่ 3 เมื่ออเมริกาส่งเมล็ดพันธุ์พืช GMO เข้าไปให้ มีแต่คนปรบมือ พวกเขาเรียก วิวัฒนาการดังกล่าวว่า การปฏิวัติเขียว (Green Revolution)
มันควรจะได้รับการปรบมือชื่นชม หรือสมควรได้รับการด่าประณาม หรือ อาจจะเป็นเรื่องต้องห้าม หรือถูกดำเนินคดีด้วยซ้ำ
มาทำความรู้จัก Green Revolution กันหน่อย
Green Revolution เป็นศัพท์เทคนิค ที่อดีตผอ. USAID คิดขึ้น เขาบอกว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัย ใหม่ ดัดแปลงพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อให้โตไว เขานำไปใช้ทดลองกับการปลูกข้าวในอินเดีย เมื่อประมาณปี ค.ศ.1961 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเดียกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ข้าวพันธุ์ดังกล่าว ให้ผลผลิตเป็น10 เท่า ของข้าวพันธุ์ธรรมดา แต่ต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง
คนอินเดียตาโตเห็นแต่ผลผลิต 10 เท่า อินเดียกลายเป็นประเทศส่งข้าวออกสูงอันดับต้นๆ คนขายพันธุ์ข้าวนับเงินเพลิน เพราะพันธุ์ข้าวนี้ต้องซื้อทุกครั้ง ที่ปลูก แต่คนอินเดีย คงลืมบวก ค่าปุ๋ยเคมี ค่ายาฆ่าแมลงด้วย แถมต้องทำระบบชลประทานด้วย ใครเป็นคนมาช่วยคิดช่วยทำ ใครขายเครื่องจักร คงพอนึกกันออก
ฟิลิปปินส์ได้รับเกียรติเป็นหนูตะเภา ตัวต่อมา โดยความอนุเคราะห์ของมูลนิธิฟอร์ด (Ford) และมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ได้จัดตั้งสถาบัน International Rice Research Institute (IRRI) ดัดแปลงข้าวข้ามสายพันธุ์ เรียกว่า M8
M 8 นี่ก็เหมือนกัน ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงมากมาย แต่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ธรรมชาติ การใช้ข้าวพันธุ์ M 8 ทำให้ฟิลิปปินส์กระโดดเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นครั้งแรก ในประมาณปี ค.ศ.1966 แต่การใช้ยาฆ่าแมลงอย่างแรง ทำให้ปลาและกบหลายพันธุ์ในนาข้าวตายเกลี้ยง
อาร์เจนตินา (Argentina) เป็นอีกกรณีที่น่าสนใจ ได้รับเลือกเป็นหนูตะเภา แบบครบวงจร ในปี ค.ศ. 1980 การทดลองพืช GMO ถึงขั้นเกือบสมบูรณ์ และนายคาลอส เมเนม (Carlos Menem) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี นายเมเนมแน่นอน เป็นเด็กสร้างของตระกูลหินร่วง เขาเห็นพ้องทุกอย่างที่ ทางวอชิงตันและตระกูลหินร่วงเสนอ ถึงขนาดยอมให้เพื่อนของท่านร็อกกี้หินร่วง เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ที่อยู่แถววอชิงตันร่างแผนเศรษฐกิจประเทศให้ เป็นแผนเศรษฐกิจตามทฤษฎีที่ศึกษากันอยู่ในมหา วิทยาลัยชิคาโก (Chicago) เช่น การยกเลิกรัฐวิสาหกิจ การยกเลิกกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคต่อทุนเสรี เปิดประตู ให้การค้าเสรีเข้าสะดวก
เอ๊ะ! นี่มันแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แผนเปิดเสรี แบบที่สมันน้อยทำเลยนะ คนที่อ่านนิทานจิกโก๋ปากซอยมาแล้ว คงพอจำได้
อาร์เจนตินาเข้าสู่การปลูกพืชจี เอ็ม โอ (GMO) อย่างจริงจัง ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลของตน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ถึง ค.ศ.2004 หลังจากเปลี่ยนเป็นใช้พืช GMO ไปไม่กี่ปี ชาวไร่ ชาวนาของอาร์เจนตินาก็เริ่มเป็น หนี้ ไม่มีปัญญาใช้หนี้เขาต้องขายหรือถูกยึดไร่นา แล้วต่างชาติก็เข้าไปกว้านซื้อไร่ ซื้อนา ในราคาถูก แสนถูก
ทั้งหมดเกิดขึ้น ภายใน 10 ปี อ่านนิทานตอนนี้แล้ว ลองนึกถึงเรื่อง ปรส. กันหน่อย แม้จะไม่ไดใช้อุปกรณ์เล่นกลเดียวกัน แต่ฉากการเล่นกล มันไม่ต่างกันเท่าไหร่
ตัวอย่างเช่นที่เล่ามา มีอีกมากมาย ที่พูดถึงแต่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแท้ที่จริงผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เป็นการถาวร มันเป็นเฉพาะช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่คนขายเมล็ดพันธ์ GMO ย่อมไม่บอกผู้ซื้อ
นอกจากนี้ ที่น่าเป็นห่วง คือผลกระทบต่อการเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ กับชาวไร่ ชาวนา รายย่อย อย่างที่พวกเขาไม่รู้ตัว พวกเขาเคยทำไร่ทำนา จากเมล็ด พันธ์พืชที่ไม่มีต้นทุน ใช้ปุ๋ยธรรมชาติ และไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ต่อมาต้องซื้อทั้งเมล็ดพันธ์ ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี พวกเขาขายผลผลิตได้ราคาสูงก็จริง แต่ต้นทุนก็สูงตามไปด้วย ท้ายที่สุดก็เป็นหนี้ และส่วนใหญ่ก็ไม่มีเงินใช้หนี้ ทำให้ต้องเสียที่ดินไร่นาไป แล้วก็มีบริษัทที่ทำธุรกิจเกษตร มาไล่ซื้อที่ดิน ไปทำต่อ หรือซื้อที่ไปทำอย่างอื่น แล้วชาวไร่ชาวนาเหล่านี้ ก็ไม่มีทางเลือก ต้องอพยพเข้าเมือง ขายแรงงานแทน เป็นปัญหาของบ้านเมืองอีกแบบหนึ่ง
เรื่องเหล่านี้ มักจะไม่อยู่ในรายงานของหน่วยงานที่ทำการวิจัย หรือคิดค้นพันธ์พืช เขามักจะพูดถึงแต่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริง ของการให้ใช้เมล็ดพืช GMO มันคือการปล้น เอาไร่ เอานา เขามาในราคาถูก
นอกจากปัญหาเรื่องการเสียไร่นาแล้ว ปัญหาที่สำคัญอีกอย่าง คือการใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งในหลาย ๆกรณี เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวไร่ชาวนา อย่างมากขนาดชาวบ้าน ในหลายๆหมู่บ้าน มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งกันทั้งหมด
ความจนกับความไม่รู้ ทำให้พวกเขาไม่รู้จัก หรือไม่สามารถไปหาหน้ากาก ป้องกันยาฉีดฆ่าแมลง
ในปี ค.ศ.1989 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณว่ามีคนได้รับสารพิษของยาฆ่าแมลงสูงถึง 1
ล้านคนต่อปี และประมาณ 20,000 คน เสียชีวิต ทั้งหมดนี้ส่วนมากเกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศที่กำลังพัฒนา!
ขบวนการนี้ เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราเรียกว่า โลกาภิวัฒน์ ที่ชาวเรากระสันอยากให้มี อยากให้เป็น เพราะเรามองแต่ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างลวงตา
โลกาภิวัตน์ย่นระยะเวลา ในการสร้างกลไก สร้างระบบเกษตรอุตสาหกรรมระหว่างประเทศขึ้นมา ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย บวกกับการให้เงินสนับสนุนจากต่างชาติ เช่น มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ มูลนิธิฟอร์ดและหน่วยงานของ USAID โดยเราไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริง หรือผลลัพธ์ปลายทางที่เกิดขึ้นกับเรา
นี่แหละ ผลของการมองแต่ผลได้ อย่างผิวเผิน ไม่นึกถึงผลเสีย หรือผลข้างเคียง ทั้งระยะใกล้ ระยะไกล เขียนแล้วเศร้า ตลกไม่ออกเลยครับ