แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

อเมริกามีตระกูลหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ ที่โคตรรวย อังกฤษก็มีเหมือนกัน ใครรวยกว่าใคร เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกัน ดูกันไป

ตระกูลรอธไชลด์ (Rothschild) เริ่มต้นหากินอยู่ ทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ที่ทำให้เขารวยแบบส้มหล่น คือ จากการใช้ข่าววงในเล่นหุ้นในตลาดหุ้นอังกฤษ (สงสัยเป็น insider trading เจ้าแรกของโลก … ภูมิใจไหมครับ)

ประมาณปี ค.ศ.1815 อังกฤษและพวก ยกทัพไปขยี้ จักรพรรดินโปเลียน(Napoleon) ที่วอเตอร์ลู(Waterloo) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า เบลเยี่ยม (Belgium) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherland)

ตระกูลรอธไชลด์ ซึ่งมีเชื้อสายของตระกูลแผ่ไปทั่วยุโรป กำลังครอบครองอาณาจักรการเงิน ผ่านเครือ ข่ายธนาคารของพวกเขา ตั้งแต่ลอนดอน ปารีส แฟรงค์เฟิร์ต เวียนนาและเนเปิล หัวหน้าตระกูลสายอังกฤษคือ นายเนธาน รอธไชลด์ เป็นนักเล่นหุ้นตัวยง เมื่อเครือข่ายของเขาส่งข่าวมาว่า กองทัพอังกฤษขยี้ นโปเลียนได้ เขารู้ก่อนใครๆ ประมาณ 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งรัฐบาลอังกฤษเอง ก็ยังไม่รู้ข่าวนี้ (มันคงจะมีนกพิราบพันธ์พิเศษส่งข่าว!)

เนธานเดินเข้าไปตลาดหุ้นลอนดอน ตีหน้าขรึมและสั่งเทขายหุ้นทุกตัวที่เขามีอยู่ในพอร์ตแน่นอน เมื่อท่านเศรษฐีขายหุ้นทิ้งทุกตัว แมงเม่าก็ย่อมขายตาม ความอลหม่านก็เกิดขึ้นในตลาดหุ้นลอนดอน แล้วหุ้นทุกตัวก็พุ่งหลาวลงไปติดพื้น สิ่งที่แมงเม่ามองไม่เห็นคือ หลังจากหุ้นทุกตัวลงมากองอยู่กับพื้น นายเนธานแอบกลับไปซื้อหุ้นเกือบทุกตัว ในตลาดกลับในราคาหุ้นละตังค์เดียว (penny to a dollar)

หลังจากนายเนธาน ซื้อกลับไม่ถึงชั่วอึดใจ ม้าเร็วก็วิ่งมาถึงลอนดอน พร้อมประกาศว่าเราชนะ เราชนะ แล้ว หุ้นที่นายเนธานซื้อ ก็พุ่งกลับขึ้นไปชนเพดาน แล้วเศรษฐีก็รวยบนซากของแมงเม่ารุ่นประวัติศาสตร์ พวกเศรษฐีเขาเล่นหุ้นกันแบบนี้ แมงเม่าช่วยจำไว้ด้วย

ช่วงปี ค.ศ.1800–ค.ศ.1900 เศรษฐกิจของอเมริกาเหมือนเสาปักอยู่บนเลน แล้วปี ค.ศ.1873 ก็เกิดสภาพเศรษฐกิจถดถอย (The Great Depression) บริษัทใหญ่ ตระกูลใหญ่ ตระกูลน้อยวายวอด แต่ตระกูลหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ และเจ พี มอร์แกน (J P Morgan) รอดมาได้

เจ พี มอร์แกน ยึดหัวหาดในการสร้างทางรถไฟ และธนาคาร ขณะที่หินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ ตอนแรกเล่นแต่น้ำมัน ต่อมากลิ่นเงินมันหอม เลยเริ่มมาลงทุนทำธนาคารด้วย ช่วงนั้นกลุ่มมอร์แกน (House of Morgan) เป็นผู้นำในการทำธุรกิจธนาคารตั้ง First National Bank of New York และ National City Bank of New York แต่คนบริหารธนาคารนี้ กลับเป็นเด็กในคาถาของกลุ่มหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ อีกต่อหนึ่ง (เงินตัดเงิน ยิ่งกว่าคมเฉือนคม) ในปี ค.ศ.1912 ประมาณว่า ทรัพย์สินของ 2 เศรษฐีรวมกัน น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านล้าน (นับตัวเลขถูกหรือเปล่าหว่า?!)

ปลายค.ศ.1870 อาณาจักรน้ำมัน Standard Oil ของตระกูลโคตรรวย ร้อกกี้เฟลเลอร์ ครองตลาดน้ำมันทั่วอเมริกาและได้ก้าวไปยังต่างประเทศด้วย ค.ศ.1890 กษัตริย์แห่งฮอลแลนด์ (ดัทช์ Dutch) ตั้งบริษัทค้าน้ำมันชื่อ Royal Dutch Oil Company ขายน้ำมันที่มาจากแหล่งในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของฮอลแลนด์ มีน้ำมันแต่ไม่มีเรือขน อังกฤษบอกพี่ทำให้เองน้อง แล้วอังกฤษก็ตั้งบริษัทขนส่งน้ำ มันชื่อ Shell Transport and Trading Company ขนส่งน้ำมันของ Royal  Dutch Oil จากสุมาตราไปทุกแห่งที่อังกฤษต้องการ ท้ายที่สุดก็เปิดตัว คู่รักควบรวมเป็นบริษัท Royal Dutch Shell

ค.ศ.1870 น้ำมันของรัสเซียที่แหล่งบากู ทำท่าจะแซง ความเป็นพี่เบิ้มของ Standard Oil ส่วนตระกูลเศรษฐีโคตรรวยฝั่งยุโรป รอธไชลด์ หลังจากส้มหล่น รวยเอารวยเอา จนถือได้ว่ากลางศตวรรษที่ 19ตระกูลนี้รวยที่สุดในโลก มีสาขาธุรกิจการเงินการธนาคาร แผ่ขยายไปทั่วยุโรป เป็นกลุ่มบรรษัทข้ามชาติของแท้รุ่นแรก นายอัลฟองส์ เดอ รอธไชลด์ (Alfonse de Rothschild) แอบไปลงทุนในน้ำมันของรัสเซียมาหลายสิบปีเรียบร้อยแล้ว เศรษฐีนี่สงสัยจมูกยาวเป็นพิเศษ ได้กลิ่นเงินก่อนใคร

ปี ค.ศ.1880 รอธไชลด์มีโรงกลั่นน้ำมันในบากู ประมาณ 200 แห่ง ไม่แค่นั้นเขาเริ่มส่งน้ำมันไปทั่วยุโรปและตะวันออกไกล ทางรถไฟบากู บาทูมี (Baku–Batumi) ทำท่าว่าจะสั้นไปสำหรับการส่งน้ำมัน พวกเขาเริ่มดูเส้นทางใหม่เอี่ยม คลองสุเอซยาว 4,000 ไมล์ น่าสนใจ! แต่จะให้ดีต้องมีใครคุมอยู่แถวนั้น แล้วเขาก็วางแผนเรื่องปาเลสไตน์ เมื่อรัฐบาลอียิปต์ล้มละลายในปี ค.ศ.1874 รัฐบาลอังกฤษจับมือให้รอธไชลด์ เอ๊ะ หรือรอธไชลด์จับมือรัฐบาลกันแน่ ซื้อหุ้นในบริษัท Suez Canal เวลาประชุมผู้ถือหุ้น ก็นั่งเคียงกับรัฐบาลอังกฤษ มีพระอันดับเช่น Baring Brothers, Morgan Grenfell และ Lazard Brothers คงเห็นกันแล้วว่า พวกเศรษฐีเขาหาเงินกันยังไง!

ตระกูลรอธไชลด์ทำธุรกิจขยายไปตามสาขาของครอบครัวตระกูลที่อยู่ในฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมันและรัสเซีย เมื่อพระเจ้าซาร์ (Tsar) ตาย ลูกชายคือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas) ขึ้นครอง ราชย์แทน พร้อมกันทำงานที่พ่อเริ่มไว้คือ ผลักดันให้ชาวยิวในรัสเซีย ย้ายออกไปจากรัสเซีย พวกยิวก็มุ่งหน้าไปทางยุโรปตะวันตก ยิวพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกสังคมนิยม เมื่อจะเดินเท้าเข้ายังยุโรปตะวันตก พวกเศรษฐียุโรปก็ย่อมตกใจเป็นธรรมดา โดยเฉพาะพวกที่กำลังนั่งโกยเงินอยู่ในอังกฤษ ถ้ายิวกลุ่มนี้เข้ามาก่อความวุ่นวายแถวลอนดอน ธุรกิจการค้าของเขาก็จะชะงักงัน

เห็นไหมครับ นักธุรกิจก็คิดเท่านี้แหละ ใครจะทำอะไร เพื่ออะไร ถูกหรือผิด เขาไม่สนใจ สนใจอย่าง

เดียว อย่าให้การค้าของเขากระทบแล้ว เหมือนกันหมดทุกชาติ ทุกสมัย!

เพราะฉะนั้นปาเลสไตน์คือ คำตอบมันเป็นการล็อคสเปก ไอ้ที่อ้างว่า ส่งยิวกลับบ้านน่ะ มันข่าวประเภทCNN หรือข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ของจริงเป็นยังไง อ่านต่อครับ

ตระกูลรอธไชลด์ เป็นที่รู้กันว่า pro ยิว (pro–Zionist) แม้รัสเซียจะเขี่ย ยิวออกไปจากประเทศ ไอ้พวกโคตรรวยส้มหล่นก็ยังต้องทำเป็นไม่เดือดร้อน แถมเข้าไปสนับสนุนรัสเซียต่อ เพราะมันอยากได้น้ำมันเขา เงินทองมันหอมยวนใจ แล้วตระกูลโคตรรวย 2 ฝั่งคาบสมุทรก็หันมาจับมือกัน ปี ค.ศ.1895 รอธไชลด์ก็ทำสัญญากับ Standard Oil ของ ร้อกกี้เฟลเลอร์ เพื่อตกลงแบ่งส่วนครองตลาดน้ำมันโลกกัน พวกมันนึกว่า มันเป็นเจ้าของโลกจริงๆ

แต่รัสเซียไม่ได้โง่ มีบ่อน้ำมันอยู่ในมือ จะให้เศรษฐีหลอกรับประทานอยู่ข้างเดียวได้ยังไง รัสเซียจึงวางเงื่อนไข กลับไปที่เศรษฐีส้มหล่น

จะเอายังไงคนรวยจะอุ้มยิวหรือจะเอาน้ำมัน

เศรษฐีโคตรรวยทำเป็นยั๊วะ มันไม่เห็นแก่หน้าเราเลยนะ นึกว่า มีอำนาจแล้ว สั่งคนรวยได้หรือ เงินก็ซื้ออำนาจได้เหมือนกันนะ อย่าลืม

หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาว่า ตระกูลรอธไชลด์ ขายหุ้นทั้งหมดที่ตนมีอยู่ในธุรกิจน้ำมันที่รัสเซียให้แก่Royal Dutch Shell แต่ของจริงคือ รอธไชลด์ “ประเมิน” ไว้แล้วว่า การเมืองในรัสเซีย น่าจะเกิดปัญหาในอีกไม่กี่ปี ถือหุ้นน้ำ มันไปก็เหนื่อย ขายออกมาทำกำไรก่อนดีกว่า 555 นักเล่นหุ้น ควรดูฝีมือลงทุนของตระกูลนี้ไว้ เผื่อจะส้มหล่นกันบ้าง ตั้งแต่เริ่มแรกจนบัดนี้ เขาเอาอะไรเป็นตัววัด ในการซื้อ การขาย การลงทุน แล้วรัสเซียก็เกิดความวุ่นวายในประเทศเป็นระลอกๆ จริงๆ ตามที่เศรษฐีส้มหล่น“ประเมิน”

ปี ค.ศ.1917 ความวุ่นวายครั้งนี้ เริ่มมาจากการประท้วงของกรรมกร ที่ทำงานในแหล่งน้ำมันที่บากู แล้วก็มีกองทัพของอัสเซอร์ไบจาน (Azerbaijan) บุกเข้ามายึดบ่อน้ำมันที่บากู ระหว่างที่กรรมกรกำลังก่อเหตุนั่นแหละ อ้าว ! โผล่มาจากไหนละ กองทัพ อัสเซอร์ไบจาน นี่น่ะ ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้หลังจากอัสเซอร์ไบจานยึดบากูไปแล้ว ก็มีบริษัทม้ามืดชื่อ SONJ ย่อมาจาก Standard Oil of New Jersey เข้ามาทำสัญญาสำรวจน้ำมันในแถบบากูแทน ระหว่างเกิดเหตุความวุ่นวาย บริษัทต่างชาติก็วิ่งเข้ามาแย่งซื้อสัมปทานในรัสเซีย หวังจะได้ส้มหล่นบ้าง แต่ไม่ทันเขาหรอก ส่วนใหญ่ก็ตกเป็นของ SONJ ซึ่งบัดนี้ใช้ชื่อว่า Exxon Mobile!

มาถึงตรงนี้นักธุรกิจอย่าง เจ ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ (J D Rockefeller) และนักค้าเงินแถววอลสตรีท (Wall 

Street) อย่าง เจ พี มอร์แกน ก็มองเห็นทางข้างหน้าชัดเจนว่า หนทางที่จะเหมาเข่งธุรกิจการค้า ไม่มีอะไรดีกว่า “เล่นการเมือง” และหวังว่าคงพอจะมองออกแล้วว่า เขาเล่นกลกันอย่างไร

นักเล่นกลไม่ให้เสียเวลา สถานการณ์การเมืองในรัสเซียกำลังวุ่นวาย โอกาสทองมาถึงแล้ว พวกเขาจึงสร้างคอมมี่ตัวพ่อขึ้นในรัสเซีย ทรอท์สกี้ (Trotsky) และพวกเข้ามานั่งประชุมวางแผนอยู่ในนิวยอร์ก ปี ค.ศ.1917 โดยใช้พาสปอร์ต (passport) อเมริกา ซึ่งอนุมัติออกโดยประธานาธิบดีวิลสัน (Wilson) บวกกับวีซ่าเข้าประเทศเครืออังกฤษ

โดยมีเงื่อนไขว่า ประชุมเสร็จแล้ว รีบกลับไปรัสเซียนะเพื่อน กลับไป “ดำเนินการ” เรื่องการปฏิวัติต่อให้เรียบร้อยนะ

ระหว่างเดินทางกลับทรอท์สกี้โดนจับที่แคนาดา (Canada) แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวอย่างรวดเร็ว หลัง จากอังกฤษส่งสายมากระซิบสั่ง! เอ้อ! จับผิดจังหวะว่ะ ไอ้น้อง! 555 ตำรวจฝรั่งก็บื้อเหมือนกัน

ทรอท์สกี้เดินทางต่อมาทางเรือใน ค.ศ.1917 มีเพื่อนร่วมทางน่าสนใจเช่น นักลงทุนจากวอลสตรีท คอมมี่สายอเมริกา และบุรุษลึกลับชื่อนายชาร์ลส์ เครน (Charles Crane) นายเครนไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นผู้คุมกระเป๋าเงินของพรรคเดโมแครท (Democrat) อเมริกา (มิใช่ ป.ช.ป ของพี่ชวนนะคร้าบ!) ตัวลูกนายเครนเอง ก็เป็นผู้ช่วยของรมว.ต่างประเทศของอเมริกา ขณะนั้นชื่อโรเบิร์ต แลนซิ่ง (Robert Lansing)

การปฏิวัติในรัสเซียเริ่มบรรเลงระหว่างที่สงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังลุยกันอยู่ ตระกูลมอร์แกนและตระกูลร้อกกี้เฟลเลอร์ สนับสนุนการปฏิวัติในรัสเซีย อย่างปิดไม่มิด เขาใช้สภากาชาดอเมริกาเป็นหน้าฉาก (ดูมันเล่น!) แต่คนจ่ายเงินคือ กรรมการของ Federal Reserve Bank of New York ชื่อนายวิล เลี่ยม บอยซ์ ทอมป์สัน (William Boyce Thompson) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ใน Chase National Bank

จริงๆ แล้ว ขบวนการสนับสนุนการปฏิวัติในรัสเซีย  ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย ผู้คนที่เกี่ยวข้องของStandard Oil และ National City Bank ของนักเล่นกลตระกูลร้อกกี้เฟลเลอร์ กับตระกูลมอร์แกนนั่นเอง เมื่อการปฏิวัติประสพผลสำเร็จ National City Bank สาขาเพตโทรกราด (Petrograd) เป็นธนาคารต่างประเทศ ธนาคารเดียวที่ไม่ถูกคณะปฏิวัติยึดเป็นของรัฐ

และเมื่อโซเวียดมีแผนปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศ ตามคำแนะนำของนายทุน ที่สนับสนุนให้ทำปฎิวัติจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและผู้ชำนาญการจากต่างประเทศเข้ามาช่วย บริษัทที่ส่งคนไปช่วยก็มาจากFord, General Electric, Du Pont, Standard Oil, General Motors เป็นต้น แล้วบริษัทพวกนี้ก็ได้เข้าทำสัญญา ทำธุรกิจในโซเวียดกันถ้วนหน้า และบริษัทพวกนี้ ก็เป็นเครือข่ายของมอร์แกน และร้อกกี้เฟลเลอร์ทั้งสิ้น

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษเป็นนักล่าหมายเลข 1 จักรภพอังกฤษ แผ่ไพศาลไปถึง 1 ใน 4 ของพื้นที่โลก แต่ 30 ปีให้หลัง ผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ.1945 จักรภพอังกฤษกลายเป็นประวัติ ศาสตร์ และทำให้อังกฤษต้องหันมาพึ่งลูกรักชื่ออเมริกาแทน

ความสัมพันธ์พิเศษของประเทศไผ่กอเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ปฏิบัติการขย่มเยอรมัน จากสนธิสัญญาแวร์ซาย (Versailles) หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และจากความร่วมมือในการทำจารกรรมช่วงสงครามโลก ระหว่างหน่วยสืบราชการลับของ CIA (ซึ่งช่วงนั้นยังใช้ชื่อ OSS Office of strategic Services) กับหน่วยสืบราช การลับของอังกฤษ สัมพันธ์ดังกล่าวยังมีอยู่ต่อมาถึงปัจจุบันนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 น้ำมันสัญชาติแองโกล-อเมริกัน (Anglo–American) มาแรง ขยายตลาดไปทั่ว จากกลไกของธนาคารโลก (World Bank), IMF และการค้าเสรี GATT ซึ่งเกิดขึ้นเพราะข้อตกลง บริตตัน วู้ด (Bretton Wood) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1944 ทั้ง 3 กลไก ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าอังกฤษและอเมริกา จะเป็นผู้ควบคุมระบบการเงินและการค้า ทั้ง 2 ประเทศคุมคะแนนเสียงของ 3 กลไก โดยสร้างระบบแลกเปลี่ยนทอง ภายใต้ระบบนี้เงินสกุลต่างๆ ต้องผูกไว้กับดอลลาร์ และใช้ดอลลาร์เป็นตัวเทียบอัตราแลกเปลี่ยนกับทอง 35 ดอลลาร์ แลกทองได้ 1 ออนซ์ อเมริกาชอบใจเพราะตอนนั้นมีทองอยู่ล้นลิ้นชัก

ขณะเดียวกันบริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันกับพี่เบิ้มวงการธนาคาร และนักค้าเงินแถววอลสตรีท ก็จับมือกันเล่นกล ปั่นหุ้นปั่นเงิน ในที่สุดก็ตลาดเงินก็อยู่ในมือของพวกเขา

ที่น่าสนใจ เช่นเดียวกับการเข้าไปในลาตินอเมริกาของพวกโคตรรวย เขามองหาเป้าหมายและปฏิบัติ การอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องอาหาร เขาใช้โลกที่ 3 โดยเฉพาะลาตินอเมริกาเป็นเหยื่อ ในโลกของน้ำมันและการ เงินก็มีเหยื่อเช่นเดียวกัน

Scroll to Top