เมื่อหมดยุคประธานาธิบดีเรแกน (Reagan) ในปี ค.ศ. 1988 นายจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช (George H. W. Bush) (ตัวพ่อ) ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป เป็นช่วงที่หมดยุคสงครามเย็น เยอรมันตัดสินใจทุบกำแพงเบอร์ลินออก เยอรมันตะวันออกกับตะวันตก จับมือรวมชาติพัฒนาประเทศด้วยกัน การตัด สินในเช่นนี้ ลึกๆ แน่นอน ย่อมมีคนคัดจมูก หายใจไม่คล่องอยู่บ้าง ถ้าเศรษฐกิจของเยอรมันแข็งแรงและขยายตัวเต็มยุโรป อำนาจของอเมริกาในยุโรปก็เหมือนถูกท้าทาย
นี่คือ ปฏิกิริยาของอเมริกาที่มีต่อทุกประเทศ ไม่ว่ามิตรหรือศัตรู อเมริกาจะมีปรอทวัดอาการของทุกชาติไว้อย่างถี่ถ้วน ถ้าชาติไหน เริ่มเจริญก้าวหน้า หรือมีความสำคัญ หรือเอนตัวผิดองศา ที่อเมริกาเห็นว่าน่าจะกลายเป็นคู่แข่ง หรืออุปสรรคต่ออเมริกาไม่ว่าทางใด ปรอทจะส่งสัญญาณเตือนทันที และกิจ กรรมการเล่นกลก็จะเริ่มเกิดขึ้น
อเมริกามองอาการของเยอรมันเหมือนสมัย ค.ศ. 1970 ช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังบูม และความต้องการน้ำมันของประเทศผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมก็จะสูงตามไปด้วย ค.ศ.นี้ก็ไม่ต่างกัน เยอรมันและชาติที่กำลังทำอุตสาหกรรมก็ต้องหิวน้ำมัน เพราะฉะนั้นอเมริกาต้องรีบหาทาง “กัก” น้ำมันไม่ให้ไปถึงประเทศพวกนั้น
คราวนี้ใครจะเป็นเป้าหมายในการเล่นกล เพื่อให้ได้ผลตามที่อเมริกาต้องการ แล้วซัดดัม (Saddam) ของอิรัก ก็ตกเป็นเหยื่อ หลังจากเปลี้ยมาจากการรบกับอิหร่านเกือบสิบปี ช่วงปี ค.ศ.1980–ค.ศ.1988แผนการก็แบบเดิมๆ ยุให้เขาตีกันก่อน เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปในประเทศเขา (สมันน้อยอ่านตรงนี้ซ้ำๆ หน่อยนะ)
อเมริกาเล่นกล โดยใช้คูเวต (Kuwait) เป็นเหยื่อล่ออิรัก (Iraq) ให้มากินเบ็ด อิรักงับทันที บุกเข้าคูเวตเพราะมีกรณีค้างคาใจกันอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่ร่วมมือกันรบอิหร่านแล้วเบี้ยว หนี้กัน ทะเลาะกันไปมาหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ซัดดัมแค้นคือ ซัดดัมกล่าวหาว่าคูเวต ขโมยขุดน้ำมันแถวชายแดนของอิรัก แถม คูเวต ยังเกเรผลิตน้ำมันเกินข้อตกลงกันระหว่างประเทศ โอเปก (OPEC) ซึ่งทำให้การควบคุมราคาน้ำมันในกลุ่มโอเปกมีปัญหา
อิรักตัดสินใจบุกคูเวตวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ.1990 กองทัพของคูเวต ต้านไม่ไหว หนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิ อาระเบีย (Saudi Arabia) กับบาห์เรน (Bahrain) ซัดดัมจึงประกาศเอาคูเวตผนวกกลับมาเป็นของอิรักอะไรทำให้ซัดดัมตัดสินใจทะเลาะกับเพื่อนบ้าน จริงๆ ข่าววงในแจ้งว่า เรื่องซัดดัม อยากจะเคี้ยวคูเวตไม่ได้เป็นความลับอะไรนี่นะ ขนาดทูตอเมริกาชื่อคุณนายเอพริล กลาสพาย (April Glaspie) ไปเดินถามนายทหารระดับสูงของอิรัก
…ทำอะไรกันค้า เตรียมรบอะไรกันหรือ อิฉัน เห็นคุณทหารอิรัก ไปอยู่ตามชายแดนติดกับคูเวต เต็มเลยค่า (นี่ข่าวของคุณนายเมษา เกี่ยวกับอิรักนะครับ ไม่ใช่ของคุณนายคริสตี้ เรื่องไทยแลนด์ แหม ! แต่มันเจ๋อเหมือนกันจัง)
เสร็จแล้วคุณนายเมษา ก็มาออกข่าวว่า เราไม่มีความเห็นเกี่ยวกับความไม่ลงรอยกัน ระหว่างอิรักกับคูเวตเราไม่มีความเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้ง ระหว่างประเทศอาหรับด้วยกัน (“We have no opinion on the Arab-Arab conflicts”) ที่ยังงี้ละไม่ออก ความเห็นนะ คุณนาย ความเห็นของพวกทูตนี้ มันแล้วแต่นายเขาสั่งมา แล้วเราจะต้องไปคอยถาม คอยตอบทำไมนะ มันบทละครชัด ๆ ข่าวว่า การให้สัมภาษณ์ของคุณนาย ทำให้ซัดดัม เข้าใจว่า อเมริกาไม่มีปัญหา (หรืออาจจะสนับสนุนด้วยซ้ำ) ที่อิรักจะบุกคูเวต
แต่เรื่องมันกลับตาลปัตร หลังจากซัดดัมถล่มคูเวต ไปได้ 6 เดือน UN ก็ประกาศประณามซัดดัม พร้อมทั้งมีมติเอกฉันท์สั่งให้ซัดดัมถอนกองทัพออกมา
ซัดดัมทำเฉย กลางเดือนมกราคม ค.ศ.1991 Operation Desert Storm ของอเมริกาก็เริ่มปฏิบัติการ ชาวเราก็นั่งดูข่าวถ่ายทอดสดทาง CNN เหมือนดูหนังโรง แต่ของจริงเขาถล่มจริง ตายจริง มันเป็นเพียงการเริ่มต้น ของการทำลายล้างประเทศและประชาชน อย่างไม่มีความปราณีอยู่ 12 ปี แม้จะ(หลอกว่า) มี Operation Iraqi Freedom ตามมาให้เมื่อมีนาคม ค.ศ.2003 แต่หลายปีให้หลัง ยังไม่เห็นเสรีภาพของชนชาวอิรัก ทุกวันนี้พวกเขายังเรียกร้องหาประชาธิปไตยกันอยู่ พวกเขาถูกย่ำยีจนไม่เหลือ ทั้งทรัพยากร ชีวิตผู้คนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไอ้พวกนักสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ มันหายหัวไปไหนหมด หรือมัวแต่ไปช่วยเขาหาบุคคลที่สมควรได้รับรางวัลโนเบล (Nobel) สันติภาพกัน
ปี ค.ศ.1991 อเมริกาโดยประธานาธิบดีบุช ตัวพ่อ ก็ประกาศนโยบาย “New World Order” การจัดระเบียบโลกใหม่ ให้โลกรู้ว่า อเมริกากำลังเล่นบทนักล่าจักรวรรดินิยม ยุคใหม่อย่างจริงจัง ไม่มีการปิด บังเหนียมอายแล้ว อเมริกาจะครองโลก และจะทำทุกอย่างที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น และเพื่อให้ชัดเจน อำนาจของอเมริกาต้องแผ่ขยายควบคุม โดยเฉพาะกับญี่ปุ่น สภาพยุโรป (EU) และที่สำคัญคือ มังกรที่กำลังโตขึ้นเป็นคู่แข่ง คือ จีน
อเมริกาวางยุทธศาสตร์เบื้องต้นว่าจะต้อง “สร้าง” แผนปฏิบัติการต่อไปนี้
– ตั้งเป้าหมาย ให้รัสเซีย ยุโรปตะวันออก และส่วนอื่น ๆ ของโลกยอมรับกฎกติกาของ IMF และรับว่า ดอลล่าร์เป็นเงินสกุลหลัก
– ควบคุมทุกประเทศที่มีแหล่งพลังงาน หรือแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญ
– สร้างและประกาศให้ทั้งโลก รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพของอเมริกา ที่จะเอาไว้ใช้กับมันผู้ใด ที่บังอาจคัดค้าน หรือท้าทาย กฎกติกาของอเมริกา
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายข้างต้น คือ คำที่เรียกว่ากันว่า โลกาภิวัตน์ (globalization) ในช่วงนั้น ใครไม่รู้จักคำนี้ สมควรไปปลูกกระท่อมอยู่หลังเขา ใครอยากทันสมัยต้องพูดคำว่า โลกาภิ วัฒน์ วันละ 3 ครั้ง ก่อนและหลังอาหาร
แต่ไม่แน่นัก ว่าจะรู้จักกันจริง ว่าโลกาภิวัฒน์คืออะไร และผลของมันเป็นอย่างไร แต่สมันน้อยก็เพ้อหาโลกาภิวัฒน์กัน มาตั้งแต่เขาเอามาหยอดใส่หู เมื่อ 10 กว่าปีมานี้
โลกาภิวัตน์ จะมีคนเขียนอธิบายว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับอเมริกา มันหมายถึง การดำเนินการที่จะไม่ให้มีอะไรมาปิดกั้น อำนาจของอเมริกาได้อีกแล้ว การเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ทุกอย่างรวมเป็นพลังอำนาจของอเมริกา ที่จะนำไปใช้กับทุกเป้าหมายและทุกจุดประสงค์
แต่หลังจาก ค.ศ.1990 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของญี่ปุ่นแข็งแรงอย่างยิ่ง และทำท่าจะเป็นผู้นำโลกทาด้านเศรษฐกิจและการธนาคาร แล้วอเมริกาจะดูไปเฉย ๆ ได้อย่างไร ตั้งแต่เป็นประเทศอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบในช่วงปี 1960 กว่า เป็นต้นมา ไม่มีใครไม่รู้จักโซนี่ (Sony) ไม่มีใครไม่รู้จักรถโตโยต้า(Toyota)
เมื่อตอนที่พวกโคตรรวย ร็อกกี้หินร่วง ส่งเทียบไปเชิญญี่ปุ่นมาเข้าสมาคม Trilateral Commissionน่ะ มันปรารถนาดีเต็มร้อยหรือไร สุภาษิตที่ว่า มีมิตรอยู่ใกล้ แต่ต้องให้ศัตรูอยู่ใกล้กว่าน่ะ ใช้ได้ทุกชาติ ทุกสมัย
อเมริกา เอาญี่ปุ่นมาหนีบไว้ ญี่ปุ่นจะได้แหกคอกยาก จะก้าวย่างไป ทางไหน เจ้าของคอกก็ตามรอยได้ง่ายกว่า แล้วพวกสมันน้อยที่เขาเชิญๆ ไป เป็นสมาชิกน่ะ คิดกันในแง่นี้บ้างไหม หรือมัวแต่ภูมิใจว่า เขาให้เกียรติเราอย่างสูง ที่ให้ไปอยู่ในสมาคมชั้นสูงของพวกโคตรรวย!
อเมริกาได้พยายามให้ญี่ปุ่นลดอัตราดอกเบี้ยมาตลอด มาสำเร็จเอาในปี ค.ศ.1987 ญี่ปุ่นตกลงลดดอก เบี้ยเงินกู้เหลือเพียง 2.5% จนถึงปี ค.ศ.1989 แค่ 2 ปี แต่ก็เพียงพอให้เงินราคาถูกไหลเข้าญี่ปุ่น อสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นเริ่มมีการเปลี่ยนมือหลายรอบ ยิ่งเปลี่ยนมือ ราคายิ่งแพงขึ้น ฟองสบู่ค่อยๆ ลอยฟอดขึ้นมา แล้วเงินเย็นก็เริ่มร้อน สูงขึ้นไป 40 % เมื่อเทียบกับดอลลาร์
ธนาคารชั้นนำของโลก ก็พากันเดินแถวเข้าไปเปิดกิจการในญี่ปุ่น ขบวนการปั่นหุ้น ปั่นทรัพย์สินในญี่ปุ่น เกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ แล้วทุกอย่างขึ้นถึงยอดเขาในปลายปี ค.ศ.1989 แล้ว ก็หมุนย้อนลงไปสู่จุดตกต่ำ เมื่อต้นปี ค.ศ.2003 มันเกิดขึ้นได้อย่างไร นักวิเคราะห์ชาวญี่ปุ่น คงลืมกินยากันแก้แพ้
ปี ค.ศ.1990 ญี่ปุ่นเสนอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้แก่ (อดีต) สหภาพโซเวียด ซึ่งหลังจากแตกเป็นเสี่ยงๆ (เพราะฝีมือใคร!?) ทำให้อเมริกาเป็นห่วงว่า ถ้าญี่ปุ่นไปจับมือกับรัสเซียจริง นานไปญี่ปุ่นอาจจะเอาใจออกห่างอเมริกา แล้วถ้าไปรวมกันเสือเศรษฐกิจแห่งเอเซียล่ะ ที่กำลังทะยานขึ้นมา มันย่อมไม่ใช่แนวทางของโลกที่อเมริกาอยากให้เป็นน่ะ
วิธีกดดันแบบเดิมๆ จึงเกิดขึ้น มือหนึ่งกันจับบ่าญี่ปุ่นถามกันตรงๆ ว่า คุณยุ่น คุณจะเลิกแผนช่วยเหลือรัสเซีย หรือคุณจะเริ่มสร้างกองทัพของคุณเอง อย่าลืมว่าทุกวันนี้ คุณยุ่นมีกองทัพเรือของอเมริกาค้ำ (คอ) ให้อยู่นะ ชอบหรือไม่ก็ตาม ระหว่างนั้นตลาดหุ้นนิเคอิ (Nikkei) ก็ร่วง ยังกับใบไม้โดนพายุหมุน เมื่อจับเอาญี่ปุ่นกลับเข้ามาอยู่ในอุ้งมือเหมือนเดิมแล้ว ต่อไปก็พวกที่คิดว่าตัวเองเป็นเสือเอเซียน่ะ มันจะเป็นเสือหรือเป็นแมวเดี๋ยวได้รู้กัน
ช่วงนั้นหลายประเทศในเอเซีย นอกจากญี่ปุ่นแล้ว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ต่างก็เริ่มขยับฐานะ อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจแต่ละประเทศพวกนี้สูงกว่า ขีดในปรอทที่อเมริกาให้ IMFคอยวัดไว้ ที่อเมริกาหน้าแดงก่ำ คือมันโตกว่าอเมริกาเกือบเท่าตัว ประเทศพวกนี้ไม่มีหนี้ ไม่อยู่ในเงื่อนอะไรของ IMF เสียด้วยซ้ำ พวกเขานำความเจริญมาสู่ประเทศด้านการศึกษา การผลิตและการสร้างงานในประเทศ ที่สำคัญประเทศพวกนี้ ยังไม่เปิดประตูกว้างรับการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติและแถมมีข้อ จำกัดเกี่ยวกับการนำสินค้าเข้า อเมริกาจึงเตรียมรางวัลให้กับประเทศที่กำลังเจริญเติบโตเกินอัตราที่ปรอท1ขีดไว้ อย่ามาทำเป็นมีไข้ (เติบโต) สูง ไอ ไม่ชอบนะ
เหมือนกับเวลาที่สิงโตล่าเหยื่อ มันจะดูสัตว์ตัวที่อ่อนแอกว่าเพื่อนในฝูง ก่อนไล่ตะปบกิน ค.ศ.1993อเมริกาก็ได้เหยื่อที่อยากจะเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเซีย ความอยากรวยเร็วของเสือตัวที่ 5 ไม่ทันดูฉลากที่แปะมากับอาหารที่อเมริกาส่งมาให้ที่ชื่อ จอร์จ โซรอส (George Soros) ผลที่ตามมาคงจะพอจำกันได้ ไทยแลนด์แดนสมันน้อย (ไม่ได้เป็นเสืออย่างที่เข้าใจ ทีนี้รู้แล้วนะ ทำไมถึงเรียกว่า “สมันน้อย”) ก็เจอฟองสบู่ลอยเต็มเมือง ตามมาด้วยการลดค่าเงินบาท ที่ทำให้ไอ้พวกโจรร้ายมันรวยล้นแผ่นดินอยู่นี่ไงล่ะ แล้วก็มีคนเดินย่องเข้าไปหานายใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ช่วยอ้ายน้อยด้วย ! แล้วสมันน้อยก็กลับไปซบอกนายใหญ่ถูกใส่ปลอกคอยี่ห้อ IMF เดินเชื่องไม่ต่างกันเมื่อเขาเอาคอมมิวนิสต์มาขู่ ยอมเดินลงเปลให้เขากล่อม ทำอะไรก็ได้ในไทยแลนด์ตอนนั้น
คราวนี้เราก็เสียอธิปไตยอีกหน แต่เป็นเสียอธิปไตยทางการเงิน ! ต้มยำกุ้งดังไปทั่วโลก หลังจากนั้น เสือฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ก็ระเนระนาดล้มตามกันไป จบตำนานเสือแห่งเอเซีย เดินร้องเหมียวๆ เข้ากรง IMF กันเป็นแถว
การปฏิบัติตามการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ภาคหนึ่งยังไม่จบ สหภาพโซเวียดแตก แต่รัสเซียยังไม่ตายจริง เหมือนผีดิบ ทำท่าจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา คิดจะสร้างเมืองอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ ทรัพยากรของรัสเซีย โดยเฉพาะน้ำมัน ที่อยากได้กันหนักหนาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ยังมีอยู่ เรื่องนี้เล่นไม่ยาก ขอให้มีความ “อยาก” ของเหยื่อ แล้วโบริส เยลซิน (Boris Yeltsin) นายกรัฐมนตรีคนแรกของรัสเซียหลังจากสหภาพโซเวียดแตกเมื่อปี ค.ศ.1991 ก็อ้าแขนรับ
อนาโตลี ชูเบียส (Anatoly Chubais) เป็นสมาชิกผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลเยลซิน (Yeltsin) เขาเป็นผู้รับผิด ชอบดูแลการแปรรูปรัฐ วิสาหกิจของรัสเซีย ปี ค.ศ.1998 ถึง ค.ศ.2008 เขาแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กิจ การไฟฟ้า RAO UES ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด ในปี ค.ศ.2004 เขาสามารถจัดการหาเงินทุนจำนวนกว่า 30,000 ล้านเหรียญ เพื่อให้มาลงทุนในโรงไฟฟ้าที่สร้างใหม่ จำนวน 130 แห่ง ที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 29,000 เมกกะวัตต์ ระยะทาง 10,000 กม. และมีสถานีย่อยอีกเป็นพัน เขาสามารถแยกส่วนโรง ไฟฟ้าที่รัฐบาลเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว กลายเป็นเอกชนเป็นเจ้าของและบริหารทั้งหมด นี่เป็นเพียงตัวอย่าง
ใครเป็นคนแนะนำให้รัสเซียเดินแผนเศรษฐกิจเช่นนี้ น่าสนใจ แต่ผลทำให้มีเศรษฐีรัสเซียเกิดใหม่ข้าม คืนประมาณ 17 ครอบครัว เพื่อมาลอกคราบทรัพย์สินของประเทศ (อ่านแล้วอย่างเผลอนึกว่าเป็น การแปรรูป ปตท. ของไทยแลนด์นะ มันคล้ายกันมาก) และส่งสมบัติลงเรือออกยังที่ปลอดภัยในต่าง ประเทศ
ที่มีเงินก็อพยพย้ายไปอยู่ต่างประเทศ กันเป็นแถว ไปเดินชนกันอยู่แถวลอนดอน หรือไม่อยากไปไกล ดูแถวพัทยาของเราก็ได้นะ แต่ที่มาแถวบ้านเรา เขาว่าส่วนมากมีแต่นักเลงกับโสเภณี เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะรัสเซีย แต่ละประเทศที่แตกออกมา ก็ถูกขยี้ซ้ำด้วยความช่วยเหลือที่อเมริกาส่งมาชื่อ จอร์จ โซรอส และยาชื่อ IMF
ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับนายชูเบียส (Chubais) เขามีชื่ออยู่ในกลุ่มที่ปรึกษา (Advisory Board) ของ เจ พี มอร์แกน ตั้งแต่ ค.ศ.2008 และเป็นที่ปรึกษาระดับโลก (Global board of advisors) ของ Council on Foreign Relation (CFR) ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ.2012 มันคงบอกอะไรเราได้หลายอย่าง