แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

มาดามแฟรงค์ เมียเจ้าพ่อเป็นน้องของ เฟรเดอริค อาร์ ไซต์ส (Frederick R. Sites) ก็เกิดที่เมืองจีน แต่กลับไปเรียนหนังสือที่อเมริกา เรียนจบก็ไปทำงานกับพวกอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ที่คลีฟแลนด์ (Cleveland) ถิ่นเก่าของพวกหินร่วงรุ่นปู่ หลังจากนั้นก็เป็นสมุห์บัญชี ของบริษัทต่อเรือ US Steel Products ที่ก็เป็นพรรคพวกของท่านปู่หินร่วง กลุ่มนี้ได้สัญญาต่อเรือจากรัฐบาลอเมริกันมาเกือบหมด 

พี่ชายอีกคนของมาดามเจ้าพ่อชื่อ คเลเมน มัวร์ เลซีย์ ไซต์ส (Clement Moore Lacey Sites) ซึ่งจบPhD จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia) ในปี ค.ศ.1899 ก็กลับมาอยู่เมืองจีน รับภารกิจมาสอนหนังสือที่ มหาวิยาลัยคริสเตียนฟูเจี้ยน (Fukien Christian University) และ มหาวิยาลัยเทคนิคแห่งเซี่ยงไฮ้ (Technical University in Shanghai) ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากตระกูลหินร่วง

นึกถึงเมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว การส่งลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดี ๆที่เมืองฝรั่ง จนจบปริญญาสูงๆ นี่ ไม่ใช่เศรษฐีทำไม่ได้นะครับ นับว่า คุณพ่อตานี่ เป็นมิชชันนารี ที่รวยเอาเรื่องจริงๆ

หลังจากแต่งเมียแล้ว คุณแฟรงค์ คงได้เงินจากคุณพ่อตารวย (คงคล้ายกับพวกที่บอกว่า ยายให้เงินไปลงทุนเล่นหุ้น..) ปี ค.ศ.1912 คุณแฟรงค์ก็เลยตั้งบริษัท ชื่อ Asia Realty Company แล้ว ก็เข้าสังคมชั้นสูงของพวกต่างชาติ และพวกคนจีน ที่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ จับวัวชนควาย ปั่นราคาไปเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จัก มีคนนับหน้าถือตา รัศมีจับอร่ามไปหมด แล้วธุรกิจที่ดินในเซี่ยงไฮ้ ก็บูมตามแรงปั่น คุณแฟรงค์ก็ยิ่งรวยใหญ่

คราวนี้เลยยกระดับ ตั้งบริษัททรัสต์ The Raven Trust Company ในปี ค.ศ.1914 ….เอาให้มันไปเลย

แมงเม่าจีนก็มีแยะ คุณแฟรงค์ก็ยิ่งรวยขึ้นไปอีก ที่นี้ไปไกล ปี ค.ศ.1916 เลยตั้งธนาคาร American Oriental Banking Company (AOBC) เพื่อให้บริการกิจการด้านธนาคารมันจริง ๆ มาถึงตอนนี้ คนส่วนใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ ก็นับคุณแฟรงค์เป็นเจ้าพ่อ เจ้าของธุรกิจใหญ่หลายรายการ ที่เขาเรียกรวมกันว่า Raven Interests

ตกลงเขาเล่นกันแบบนี้มาร้อยปี แล้วนะครับ… แมงเม่าไทยจะเล่นกับไฟ….ก็โปรดค้นหาเรื่องเก่าๆ มาศึกษาเองบ้าง อย่าเสียเวลามาตั้งคำถามกวน… ผมว่า ลุงทำไมเล่าแต่เรื่องเก่าๆ ไม่แน่จริงนี่ เก่งจริงทำไมไม่บอกเลยล่ะว่า เขาจะทำสงครามกันเมื่อไหร่ (…จะได้ขายหุ้นทัน เออ… ลุงทำนายไม่ได้ครับว่า ระเบิดจะลงหัวใครวันไหน ลุงไม่ใช่หมอดู ถามแบบนี้ลุงว่า ไปเสี่ยงเซียมซี อาจจะได้คำตอบถูกใจกว่า)

เมื่อ ซีวี สตาร์ มาถึง เซี่ยงไฮ้ ในปี ค.ศ.1917 (บางเอกสารบอกว่าเขามาถึง ในปี ค.ศ.1919) มันก็น่า

เชื่อว่า เขาน่าจะต้องไปหาเจ้าพ่อ ที่มาจากถิ่นหรือสังกัดเดียวกัน…แล้วเจ้าพ่อแฟรงค์ ก็เลยร่วมลงทุนกับหนุ่มสตาร์ ตั้ง American Asiatic Underwriters (AAU) ด้วยกัน

ขณะที่ AAU กำลังไปได้สวย…เหมือนการส่งไม้ต่อเรียบร้อยแล้ว ปี ค.ศ.1935 Raven Interests ก็กลับสะดุดหัวขมำ เมื่ออเมริกาออกกฎหมาย United States Silver Purchase Act ในปี ค.ศ.1934 เพื่อซื้อเงินแท่งมาทำเป็นกองทุนสำรองของตัว และเจ้าเหรียญเงินที่เป็นกองทุนสำรองใน American Oriental Bank (AOB) ของเจ้าพ่อแฟรงค์ ก็เลยแห้งขอดหายไปด้วย ไม่รู้ว่า เพราะเจ้าของตัวจริงเขา มาเอาเหรียญเงินคืน เพราะราคามันขึ้นดี หรือเพราะเขารู้ว่า สงครามโลกกำลังจะมา จะทิ้งไว้ให้จีนใช้ คงไม่เข้าท่า ธนาคารของเจ้าพ่อแฟรงค์ก็เลยเจ๊งเอาง่ายๆ อย่างนั้น

ส่วนเจ้าพ่อแฟรงค์ ก็โดนศาลของอเมริกา ที่มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ตัดสินว่า เจ้าพ่อฉ้อโกง และยักยอกเงิน ศาลบอกว่า เจ้าพ่อตั้งธนาคารขึ้นมาเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากใครเลย และไม่มีใครมาตรวจสอบแบงก์เลย ทรัพย์สินจริงจังก็ไม่มี มีแต่หนี้ที่ไม่หลักประกัน สรุปว่า คนฝากเงินก็ซวยไป แต่ลูกหนี้คงรอดตัว ส่วนเจ้าพ่อก็ถูกศาลตัดสินให้ติดคุก 5 ปี

การล้มของ AOB ทำให้แบงก์จีนท่อแตก เงินฝากไหลโกรก คนแห่มาถอนเงิน และหลายแบงก์จีนก็เลยล้มประมาณว่า ความเสียหายจากเรื่องนี้ 6 ล้านเหรียญ (มูลค่าเมื่อเกือบ100 ปีก่อน) ….เศรษฐกิจจีนก็เลยอ่อนยวบ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังตั้งเค้าไม่นาน… นี่ผมกำลังเล่าเรื่อง ที่เกิดขึ้นก่อนสงคราม โลกครั้ง ที่ 2 นะครับ… ไม่ใช่ครั้งที่ 3

ปี ค.ศ.1936 เจ้าพ่อแฟรงค์ ถูกส่งตัวมาเข้าคุกที่อเมริกา รัฐวอชิงตัน ติดอยู่ได้ปีกว่า ก็ได้รับการปล่อยตัวให้กลับบ้านไปอยู่กับลูกเมีย ที่มาคอยอยู่แล้วที่ พาโล อัลโต (Palo Alto) แคลิฟอร์เนีย ย้ายไปย้ายมาคล่องตัวกันดีอย่างว่า พ่อตารวย… แถมอดีตเจ้าพ่อ ยังได้ใบอนุญาต ให้เป็นตัวแทนซื้อขายบ้านและที่ดิน เอาไว้เล่นแก้เหงาต่อไป จนเสียชีวิตในปี ค.ศ.1943

กลับมาที่ หนุ่มสตาร์ เมื่อมาถึงเซี่ยงไฮ้ และไปคารวะเจ้าพ่อแฟรงค์แล้ว ก็เริ่มธุรกิจด้วยการเป็นตัวแทนขายประกันก่อน เขาจึงตั้ง American Asiatics Underwriters (AAU) โดยมีเจ้าพ่อแฟรงค์เข้าหุ้น หรือให้ทุน หลังจากนั้นอีก 2 ปี หนุ่มสตาร์อายุยังไม่ถึง 30 ดี ก็ตั้งบริษัทประกันชีวิต และในช่วง 10 ปี ก็ขยายกิจการ เปิดสาขาไปทั่วเอเซียตะวันออก ร่วมทั้งซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไร ตามมาด้วยการออกหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ และนิตยสารอีก 1 …ฮู้ย….เด็กจี เด็กฉลาด เด็กเก่งอีกแล้ว

เซี่ยงไฮ้ ในช่วงนั้นบูมมากกว่าฮ่องกงหรือโตเกียวเสียอีก ถึงกับมีชื่อว่า เป็นปารีสของตะวันออก ใครจับอะไรถูกจังหวะ ก็รวยไม่รู้เรื่อง และหนุ่มสตาร์ ก็ดูเหมือนจะจับแม่นอย่างนั้น

จีน ตอนนั้น แม้จะเป็นประเทศเอกราช แต่การปกครองเซี่ยงไฮ้ กลับตกอยู่ในมือของพวกต่างชาติ ที่พากันมาจับจอง คอยเวลากินเนื้อมังกรร่วง อังกฤษดูเหมือนกำลังทำแต้มนำหน้า ตามมาติดๆ คือ ฝรั่งเศส ที่เหลือก็เป็น เยอรมันและรัสเซีย ซึ่งต่างก็แบ่งเขตปกครองกันเองในเซี่ยงไฮ้ อย่างตามสบาย

อเมริกาเพิ่งมา เลยเหมือนอยู่ท้ายสุดของแถว แบบนี้อเมริกาก็ต้องเร่งเครื่อง

ระบบของอังกฤษ ดูเหมือนจะครอบงำเซี่ยงไฮ้ได้หนาแน่น อเมริกาคิดจะแย่งมา ก็ต้องใช้อุบายใหม่ๆ

อังกฤษมองจีน เหมือนอังกฤษคิดว่า จีนเป็นเมืองขึ้นของตัวไปแล้ว แม้ตอนนี้ ก็อาจจะยังไม่เปลี่ยนความคิดเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีรายการ ด่า “very rude” ออกข่าวกันแบบ บะจ่างอย่างนั้น

อเมริกามาที่หลัง จึงเปลี่ยนเสื้อคลุม ใช้ความเป็นเพื่อน ความปรารถนาดีนำหน้า มิชชันนารีอเมริกัน จึงยั้วเยี้ยเต็มจีนตั้งช่วงปลาย ค.ศ. 1890 และหนุ่มสตาร์ ก็มาในแนวใหม่นี้ เดินลุยเข้าไปผูกมิตรหาคนจีนถึงในตลาด ที่อยู่นอกเขตของพวกฝรั่ง ดูเผิน ๆ ก็น่าเอ็นดูดีนะครับ เหมือนพวก peace corps ที่มาคลุกอยู่กับชาวบ้านเรา ช่วงสงครามเวียตนาม

แล้วที่คุณวิกิเขาบอกว่า หนุ่มสตาร์ ร่วมงานอยู่กับ OSS ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่มันอะไรกัน ตกลงจะมาเป็นเพื่อน หรือมาเป็นสายลับกันแน่

ประวัติชีวิตของ สตาร์ ช่วงก่อนมาจีน ค่อนข้างจะคลุมเครือ ค้นไปตรงไหน ก็เจอแต่ความเป็นผู้ประสพความสำเร็จอย่างสูงส่ง ที่ไปตั้งบริษัทประกันภัยใหญ่ที่สุดในโลก ที่เมืองจีนได้และยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทำเอาเจ้าพ่อประกันของอังกฤษ หน้าแหก หลบเข้าหลังฉากกันหมด นึกว่าพูดภาษาอังกฤษด้วยกัน จะไม่กัดกัน ลับหลังมันก็มีกัดกันเองหวงกระดูกเป็นธรรมดา ต่อหน้าชาวบ้านก็ทำเป็นกอดกัน หอมแก้มซ้ายขวา อย่าไปเชื่อที่มันแสดงกันมากนักนะครับ

หนุ่มสตาร์ มีภาพชีวิตตอนเด็กที่ลำบาก พ่อตายตั้งแต่เขาอายุแค่ 2 ขวบ และยังมีน้องอีก 2 คน (ไม่รู้พ่อเดียวกันหรือเปล่า?) แม่ต้องเอาบ้านเป็นหอพักหารายได้ สลับกับการไปขายเหล้าในร้านเหล้า ที่อยู่ใกล้กับเขตของพวกตัดไม้ สตาร์จึงไม่ชอบพูดเรื่องวัยเด็ก และแม้เมื่อเขารวยแล้วจะส่งเงินมา ช่วยแม่และน้อง แต่เมื่อเป็นมหาเศรษฐี เขาตั้งทุนมากมายไปทั่วโลก แต่เขาไม่เคยตั้งทุนในชื่อแม่ หรือครอบ ครัว อย่างที่มหาเศรษฐีอื่นชอบทำกัน แต่เขาตั้งมูลนิธิสตาร์ (Starr Foundation) ในปี ค.ศ.1955

และมูลนิธินี้คือ เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ AIG ยักษ์ประกันภัย ตัวใหญ่ที่สุดในโลก นั่นเอง

พออายุ 12 ปี สตาร์ ก็เลิกเรียนหนังสือ ไปรับจ้างมวนซิการ์ ไปกวาดพื้น และไปเป็นภารโรงในโบสถ์ของพวกแบบติสท์ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนอีก แต่เขาเคยบอกว่า เขาเรียนกฎหมายด้วยตัวเอง ด้วยการไปติวกับทนาย 1 ปี แล้วก็ไปสอบได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยแถวแคลิฟอร์เนีย หลังจากนั้นก็ไปเปิดร้านขายไอติม เก็บเงินได้ก้อนนึงก็เอาไปซื้อรถ ซื้อรถมาแล้ว ก็นึก ออกว่า น่าจะทำอาชีพขายประกันรถดีกว่า ทำอยู่ได้ไม่นาน ก็เปลี่ยนใจไปเป็นทหาร เพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มแล้ว                                                                                                                   

สตาร์ คิดว่าเป็นทหารแล้ว กองทัพจะส่งตัวไปรบที่ยุโรป แต่เขาไม่ได้ไปไหน เลยหารายได้ด้วยการรับ จ้างเอาเสื้อผ้าทหารไปซัก ได้เงินไม่น้อย หลังจากปลดประจำการในปี ค.ศ.1919 สตาร์ก็เลยโดดลงเรือ ไปทางตะวันออก

สตาร์นั่งเรือไปถึงโยโกฮามา โดยเป็นสมัครเป็นลูกจ้างของเรือที่เขาโดยสารไป ซึ่งเป็นของ Pacific Mails S S Co ที่เจ้าของคือ American International Corporation (AIC) ซึ่งตั้งขึ้นโดยกลุ่มนายทุนอเมริกัน เจ้าของอุตสาหกรรมใหญ่ในอเมริกา กับพวกวอลสตรีท เพื่อเตรียมตัวไปปล้นรัสเซียในช่วงปฏิวัติเลนิน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิทานเรื่อง ต้มข้ามศตวรรษ ครับ) เพราะฉะนั้นเขาน่าจะมีเงินมากกว่า 300 เย็น ไม่ใช่อย่างที่คุณวิกิให้ข้อมูล

หลังจากนั้น หนุ่มสตาร์ ก็มุ่งหน้าต่อไปเซี่ยงไฮ้เหมือนรู้ว่า อเมริกามีแผนการใหญ่รออยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ที่ซึ่ง สตาร์บอกว่า เขาเข้ากับคนที่นั่นได้อย่างง่ายดายไม่ว่าหญิงหรือชาย ชนิดที่ถ้าบอกขายอะไร ทุกคนก็คงซื้อหมด … ทำไมใครๆ ถึงเชื่อใจ หรือฝีปากไอ้หนุ่มที่อายุยังไม่ถึง 30 ง่ายๆ อย่างนั้น

มาถึงตรงนี้ประวัติของ สตาร์ ก็ยังพร่ามั่ว แล้วเรื่องที่ทำงานกับ OSS ล่ะ ชัดเจนแค่ไหน

มีบทความที่ลงใน Los Angeles Times เมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.2000 ชื่อ The Secret (Insurance) Agent Men เขียนโดย Mark Fritz ซึ่งเป็นนักเขียนประจำของ Times เล่าเรื่องเกี่ยวกับ คนขายประกันเล่นบทสายลับ…

“… พวกเขารู้หมดว่า โรงงานไหนต้องเผา สะพานไหนต้องระเบิด เรือบรรทุกลำไหนต้องจม พวกเขารู้ว่าถนนที่จะต้องใช้ใน การบุกเข้าเมือง มีหลุมตรงไหนบ้าง และตรวจสอบว่า เส้นไหนจะถูกขวางด้วยอะไร…..พวกเขาไม่ใช่สายลับธรรมดา พวกเขาเป็นตัวแทนขายประกัน ที่ทำหน้าที่สายลับ…

พวกเขาใช้การขาย ประกันออกหน้า เพื่อไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงงาน แหล่งทำเงิน ถนนหนทาง ฯลฯ เพื่อหาทางโค่นล้ม ฮิตเลอร์และพวกให้ได้….”

L A Times เอาข้อมูลมาจากเอกสารลับของทางราชการ ที่ declassified (ถึงกำหนดที่จะต้องเปิดเผยแก่ประชาชน) เมื่อปี ค.ศ.1999 ซึ่งบอกถึงเรื่องราวของหน่วยสายลับขายประกัน และการทำงานของหน่วย OSS ที่เป็นต้นกำเนิดของซีไอเอ

……พวกเขามีจำนวนไม่มาก แต่เขาตามการเก็บข้อมูลของฝ่ายศัตรู จากวงการธุรกิจประกันภัยนั่นแหละ พวกเขามีแม้กระทั่งพิมพ์เขียวของโรงงานที่จะต้องถูกบอมบ์ ตารางน้ำขึ้นลง และข้อมูลเป็นพันๆรายการ ตั้งแต่โรงเบียร์ในกรุงเทพฯ จนถึงถึงโรงงานผลิตลูกกวาดที่เบอร์กดอฟ พวกเขาใช้ข้อมูลเกี่ยว กับการประกันภัย…เป็นอาวุธสงคราม…”

บทความของ LA Times บอกว่าหัวหน้าสายลับขายประกัน ก็คือคุณสตาร์ ผู้ลึกลับนั่นเอง ซึ่งประสาน งานใกล้ชิดกับคุณบิล โดโนแวน (Bill Donovan) หัวหน้าหน่วย OSS ที่โด่งดังมากในช่วงก่อน และ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณโดโนแวน นี่เคยมาเป็นทูตอเมริกัน อยู่บ้านเราพักหนึ่ง (อ่านเรื่องของเขาได้ในนิทานเรื่องแรกของผม จิ๊กโก๋ปากซอยครับ)

ไม่รู้มันเป็นความคิดของใคร ในการใช้คนขายประกันเป็นสายลับ แต่ผมว่า คนคิดมันเก่งจริง ผมยอมรับ
ผมยังไม่อยากปักใจว่า เป็นความคิดของใคร เลยขุดต่อไปอีกหน่อย

ผมไปเจอประวัติของ คเลเมนท์ เจ สมิธ (Clement J Smith) ซึ่งแต่งงานกับ เฮเลน บรูซ คลีฟแลนด์(Helen Bruce Cleveland) ในปี ค.ศ.1919 ทั้งคู่เจอกันที่ไซบีเรีย เพราะต่างก็ไปทำงานกาชาดที่รัสเซีย หลังจากแต่งงานคู่บ่าวสาว ตั้งใจจะตั้งบ้านอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ทั้งคู่อยู่แถวตะวันออกมา 18 ปี เพิ่งย้ายกลับมาซานฟรานซิสโกในปี ค.ศ.1938 สมิธมีตำแหน่งเป็นประธานของ American International Underwriters ซึ่งอยู่ในเครือของ AAU และเป็นเพื่อนสนิทของสตาร์ ตั้งแต่สมัยอยู่เซี่ยงไฮ้

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเป็นผู้ชำนาญด้านจีน ที่คุณบิล โดโนแวน หัวหน้าสำนักงาน OSS เลือกตัวเอาไปทำงาน

พวกสอนศาสนามิชชันนารี สมาคม YMCA พวก peace corps ก็เป็นตัวอย่างของซอฟ พาวเวอร์ ที่อเมริกาชอบใช้ และใช้ได้เก่ง ให้เข้าไปแทรกในสังคมต่างชาติได้อย่างแนบเนียน ในขณะที่การทำงานของหน่วยข่าวกรองอย่างซีไอเอ ยังไม่เกิดขึ้น และแม้จะเกิดแล้ว ก็ยังต้องใช้เสื้อคลุมอื่นใส่ทับ… แต่ใครจะนึกว่า มันใช้พวกขายประกันด้วย  หรือตั้งบริษัทประกันเตรียมไว้เพื่อใช้งานเพราะรู้ว่าสงครามจะมา?!

ในนิทานป้ายลวง เรารู้ฤทธิ์ของสำนักงานตรวจสอบบัญชี ที่ได้ข้อมูลสำคัญของเป้าหมายไปแล้ว …นิทานป้ายปลอม ก็ทำให้เห็นว่า มันยัง”สร้าง” ตัวละครอื่นอีก (มาก) เพื่อทำหน้าที่ ให้ได้ผลตามเป้าหมาย

Scroll to Top