แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 8 ‘สู้ ’

หักหน้าหักหลัง

ตอน 3 กล่องดวงใจครู Mac

สงครามเย็น เริ่มขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1940 กว่าปลายๆ พร้อมๆ กัน ก็เป็นการเกิดของ North Atlantic Treaty Organization (นาโต) แต่ถึงแม้สหภาพโซเวียตจะล่มไปตั้งแต่ ค.ศ.1989–ค.ศ.1990 แต่นาโต ยังไม่ได้ยุบตามไปด้วย กลับยังอยู่อย่างเหนียวแน่นจนทุกวันนี้ คำพูดของพี่ปู จึงทำให้ผู้คนแถวยุโรปตะวันตกเกิดอาการสำลัก ปูตินพยายามบอกให้โลกรู้ว่า อเมริกากำลังใช้พฤติกรรมเดิมๆ หลังสงครามเย็นจบไปแล้ว แต่ก็ยังใช้วิธีการ“ปิดล้อม”รัสเซีย เหมือนสมัยเป็นสหภาพโซเวียต เพียงแต่ใช้ลูกกระเป๋งคือ นาโตเป็นผู้ออกหน้า เพราะวอชิงตันคือผู้ชักใย นาโตอีกต่อหนึ่ง

ผู้ที่ออกแบบการปิดล้อม (Containment) สมัยสงครามเย็นคือจอร์จ เอฟ เคนแนน (George F. Kennan) หัวหน้า Policy Planning ของกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ในปี ค.ศ.1948 เคนแนน (Kennan) บอกว่า 50% ของทรัพย์สินของโลกน่ะ อยู่ที่เราอเมริกานะ แต่พลเมืองเรามีแค่ 6.3% เท่า นั้น ดังนั้นมันช่วยไม่ได้ที่จะมีคนอิจฉาและหมั่นไส้เรา (ท่านผู้อ่านต้องการยาแก้คลื่นไส้ไหมครับ)

แผนของอเมริกาที่จะขึ้นมาเป็น พี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งครองโลก เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 ในการทำ War and Peace Project ของ Council on Foreign Relations (ถังความคิด CFR โคห์ตรแสบ !) เขามีแผนที่จะทำให้อเมริกาเป็นจักรวรรดิอเมริกา แต่ให้ทำแบบปิดบังพรางตัว เอาเสื้อคลุมยี่ห้อประชาธิป ไตยและการค้าเสรีมาคลุมตัว ไม่ให้เหยื่อรู้ตัว ตกใจ เลยได้เหยื่ออยู่ในกำมือเกือบทั่วโลก ที่หลุดมือไม่ได้กิน ก็มีโลกฝ่ายสังคมนิยมตาม Warsaw Pact หลัง ค.ศ.1948, จีนของอาเฮียและยูโกสลาเวียของท่านนายพลติโตเท่านั้น กับอีกบริเวณที่มีความสำคัญยิ่งคือ ยูเรเซีย (Eurasia) ที่อเมริกายังมือยาวยื่นมาไม่ถึง

ยูเรเซีย เริ่มตั้งแต่แม่น้ำเอลเบอ (Elbe) ในเยอรมัน ยาวลงมาถึงทะเลเอเดรียติก (Adriatic) ผ่านโซเฟีย (Sofia), บัลแกเรีย (Bulgaria) ข้ามมาทะเลดำ (Black Sea) และทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) มาจนถึงเอเซียกลางและจีน บริเวณที่กว้างใหญ่นี่ จึงยังรอดพ้นจากการเคี้ยวของจักรวรรดิอเมริกา แต่จะรอดไปได้นานเท่าใด

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกไม่รู้คือ มันเป็นความฝันทั้งกลางคืนกลางวัน ของอเมริกามาเป็นเวลานานแล้ว ที่จะควบคุมรัสเซียอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร ความฝันนี้อเมริกาพยายามทำ ให้เป็นจริง ผ่านหน่วยงานสารพัด ทั้งที่เป็นองค์กรของรัฐ และเอกชนทั้งในและนอกระบบ ตั้งแต่บรรษัทค้าน้ำมันข้ามชาติ สภาความมั่นคง เพนตากอน (Pentagon), CIA, หน่วยงานความมั่นคงทั้งด้านการทหารและการเมือง และหน่วยสืบราชการลับพิเศษอีกสารพัด ทั้งหมดเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายสำคัญที่สุดของอเมริกาที่แอบซ่อนมาตลอดเหนือ เป้าหมายอื่นใด คือ ควบคุมรัสเซียอย่างเบ็ดเสร็จ หมดจด ไม่ให้หลุดมือ

แม้ขณะที่อเมริกาและสหภาพโซเวียตยังเป็นพันธมิตร ร่วมจับมือกันเพื่อถล่มเยอรมัน อเมริกาก็แอบเริ่มเตรียมการ ที่จะขจัดสหภาพโซเวียตไปด้วยพร้อมกัน

หน้าร้อนของปี ค.ศ.1945 อเมริกาคิดนโยบาย Striking the first blow ปล่อยหมัดแรกก่อนในสง ครามนิวเคลียร์ แผนแรกที่คิดจะทดลองคือ ใช้กับสหภาพโซเวียต ตามแผน Totality ซึ่งนายพลไอเซนฮาวร์ (Eisenhower) เป็นผู้ร่างแผนตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรูแมน (Truman)… มันส่อสันดานชั่วของอเมริกาจริงๆ ร่วมรบกันอยู่ดีๆ อ้าว! ดันจะขยี้เพื่อนพร้อมศัตรู มันคิดได้อย่างไรนะ

เซอร์ฮัลฟอร์ด แมคคินเดอร์ ครูใหญ่ชาวอังกฤษด้านภูมิศาสตร์การเมือง บอกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1904 ในการสัมมนาของ Royal Geographic Society ที่ลอนดอน (London) ว่า ใครก็ตามที่มีอำนาจควบคุมเหนือรัสเซีย ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ตัดสิน หรือผู้ควบคุมบริเวณยูเรเซียอันกว้างใหญ่ และนั่นหมายถึงจะเป็นผู้มีอิทธิพลควบคุมโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์… มิน่า สันดานชั่วกำเริบ

หนึ่งศตวรรษมาแล้วที่ครูแมค (Mac) บอกเอาไว้ว่า ในขณะที่ยุโรปขยายอิทธิพลของตนไปทางอินเดีย แอฟริกา และอาณานิคมต่างๆของพวกเขา …รัสเซีย ซึ่งมีบริเวณกว้างคลุมยุโรปตะวันออกและเอเซียกลาง จะขยายอิทธิพลไปลงใต้และไปตะวันออก จะทำให้ครอบคลุมบริเวณที่มีประชากรและทรัพยากรมากที่สุด

ครูแมค คาดการณ์ว่าในที่สุดบริเวณที่กว้างใหญ่นี้ จะเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายทางรถไฟ ทำให้เป็นศูนย์อำนาจและจุดยุทธศาสตร์ที่เพียบพร้อม อย่างที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์… พูดเท่านี้บรรดาผู้ฟังครูแมค ต่างล้วงผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำลายกันเป็นแถว… นี่มันอาหารจานใหญ่แบบชามอ่างเชียวนะ จะปล่อยให้ค้างเติ่งอยู่ยังงั้นได้อย่างไร จำเป็นต้องคิดแผนกินรวบมาให้หมด… ด่วน

แมคคินเดอร์ (Mackinder) เรียกใจกลางยูเรเซียว่า heartland หรือกล่องดวงใจของศูนย์อำนาจโลก จุดยุทธศาสตร์อันสำคัญ โดยมีเยอรมัน, ออสเตรีย, ตุรกี, อินเดียและจีน อยู่ติดขอบรอบกล่องดวงใจของศูนย์อำนาจโลก แมคคินเดอร์มองว่า คู่หูที่จะคว้าดวงใจไปครอบครองนี่ได้ มี 2 คู่ คือ คู่รัสเซียกับเยอรมัน หรือคู่จีนกับญี่ปุ่น… นโยบายต่างประเทศของอังกฤษ หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ว่าสงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1904–ค.ศ.1905 จนถึงการก่อตั้งนาโต ในปี ค.ศ.1949 ทั้งหมดเป็นการดำเนินตามการวิเคราะห์ของครูแมค ทั้งสิ้น

ทั้งหมดเพื่อเป็นการเตะตัดขาทุกวิถีทาง ที่จะไม่ให้รัสเซียได้เป็นผู้ครอบครองกล่องดวงใจที่ยูเรเซีย แล้วกลายเป็นผู้ท้าทายจักรภพอังกฤษ ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอาณานิคมที่ตะวันจะไม่วันตกดิน… อังกฤษจะยอมได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน อีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic) อเมริกาก็มีความฝันของตนเอง America’s Manifest Destiny ที่จะเป็นหมายเลขหนึ่งคุมโลกเหมือนกัน

อเมริกาเริ่มเก็บกินทางมหาสมุทรแปซิฟิกก่อน …เริ่มตั้งแต่โซ้ยกับสเปน เมื่อ ค.ศ.1818 แล้วก็ตามมาคว้าเอาฟิลิปปินส์ใส่กระเป๋า อืม! อเมริกาเพิ่งรู้รสชาดของการเป็นเจ้าของอาณานิคม อร่อยจับใจ เข้าใจแล้วครับ นายท่าน

ในขณะที่ครูแมค เพ้อเรื่องกล่องดวงใจในยูเรเซีย ในปี ค.ศ.1904 อเมริกาก็มีนายบรูค อดัมส์ (Brook Adams) สื่อผู้มีอิทธิพลสูงในอเมริกาซึ่งมองว่า อเมริกาเองก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส ที่จะเป็นเจ้าของกล่องดวงใจ… ในฐานะทายาทผู้สืบเชื้อสายของครอบครัวในสังคมชั้นสูงมาหลายชั่วคน นายอดัมส์ ไม่ใช่คนประเภทยื่นบนลังสบู่พูดปาวๆ อยู่กลางสนามไม่มีใครฟัง คนฟังเขาทั้งอเมริกา… ที่สำคัญคนที่ฟังอย่างตั้งใจ คือ ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodor Roosevelt) และประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ซึ่งดันเป็นเพื่อนสนิทของนายอดัมส์ทั้งคู่

นายอดัมส์ บอกว่าเราต้องรุก รุกเข้าไปอย่าได้ถอย เข้าไปในทางแปซิฟิก (Pacific) และเอาเอเซียมาเป็นอาณานิคมของอเมริกา จะทำให้อเมริกามีเขตแดนที่กว้างใหญ่ขึ้นไปอีก นอกเหนือจากฝันของนาย อดัมส์แล้ว ผู้ที่คิดแผนที่เตรียมให้อเมริกาเดินทางหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็คือ Council on Foreign Relations (CFR) และมูลนิธิ ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) และสมุนที่ร้อกกี้เฟลเลอร์ส่งเข้าไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ในด้านการเมืองและเศรษฐกิจของอเมริกา คนพวกนี้ท่องความฝันของครูแมคจนขึ้นใจ โดย เฉพาะเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) และซบิกเนียฟ เบรซินสกี้ (Zbigniew Brzezinski) ซึ่งถือเอาทฤษฎีของ ครูแมคเป็นตำรา

ในปี ค.ศ.1943 ครูแมค ได้รับเชิญให้เขียนบทความลงใน Foreign Affairs ซึ่งเป็นวารสารอันมีชื่อเสียงของ CFR ถึงแนวความคิดของเขาเกี่ยวกับภูมิศาสตร์การเมืองหลังสงครามโลก ครูเขียนไว้เหมือนการพยากรณ์ล่วงหน้าก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะรู้หมู่รู้จ่า

จำไว้ให้ดี ถ้าสหภาพโซเวียต ผงาดขึ้นมา ในฐานะผู้ชนะเยอรมัน สหภาพโซเวียตจะกลายเป็นผู้มีอำนาจหมายเลขหนึ่ง บนภาคพื้นดินของโลก นอกจากนี้ สหภาพโซเวียต จะมีอำนาจในบริเวณที่เป็นจุดยุทธ ศาสตร์ที่เข้มแข็งที่สุดในการป้องกันตัวเอง….The Heart land กล่องดวงใจ คือ ป้อมปราการทางธรรม ชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นป้อมปราการที่เต็มไปด้วยมนุษย์ที่เพียบพร้อมทั้งในด้านจำนวนและคุณ ภาพ อย่างที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยมี”

พยากรณ์กันแบบนี้ มันก็เหมือนเป็นใบสั่งถาวร ในการตอนและกำจัดรัสเซีย!

คำพูดนี้เป็นการตอกย้ำ สิ่งที่ครูแมคเคยพูด เมื่อปี ค.ศ.1919 ในระหว่างการเจรจาสันติภาพ Versailles Peace Talk ที่ถือเป็นประกาศิตยอดโด่งดังในวงการภูมิศาสตร์การเมือง

ครูแมคบอกว่า ในความเห็นของเขา ยุทธศาสตร์ที่อังกฤษจะต้องยึดไว้เป็นหลักคือ ป้องกันทุกวิถีทางไม่ว่าจะเสียเท่าไหร่ (at all costs) เพื่อไม่ให้มีการรวมตัวกันของโปแลนด์ (Poland), เช็ก (Czech), ออสเตรีย (Austria), ฮังการี (Hungary) และรัสเซีย (Russia) ที่กล่องดวงใจของยูเรเซีย (Eurasia) “Heartland”

Who rules East Europe commands the Heartland
Who rules the Heartland commands the World Island
Who rules the World Island commands the World

Heartland ของครูแมค หมายถึงใจกลางของ ยูเรเซีย (Eurasia) คือ รัสเซียและยูเครน 
The World Island หมายถึง ยูเรเซียทั้งหมด รวมทั้งยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชีย

ส่วน Great Britain ในความคิดของครูแมค ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของยุโรป และครูบอกว่า มันควรจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป อย่าได้เปลี่ยนเป็นอันขาด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใด!

แนวความคิดของครูแมค เป็นเข็มทิศสำหรับอังกฤษ ในการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามในปี ค.ศ.1914 และเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีส่วนทำให้เชอร์ชิล (Churchill) ใช้เล่ห์เหลี่ยมในการทำให้เกิดสงครามเย็น โดยร่วมมือกับอเมริกากดดันรัสเซีย ในปี ค.ศ.1943 อังกฤษแอบคิดเอาเองว่า วอชิงตัน เด็กใหม่ คงไม่เป็นประสานัก กับภูมิศาสตร์การเมือง คงต้องพึ่งฝีมือลูกพี่อังกฤษในการอ่านเกมส์ และอังกฤษก็จะเป็นผู้คุมเกมส์การเมืองกระดานสำคัญนี้

เสียงของครูแมค คงหลอนท่านหลอดเชอร์ชิลทุกคืน เดือนเมษายน ค.ศ.1945 ท่านหลอดปลุกระดมละอ่อนอเมริกา ผ่านนายพลไอเซนฮาวเออร์ และประธานาธิบดี รูสเวลต์ …เรามาทดลองก่อสงครามกันเต็มรูปแบบ กับสหภาพโซเวียตกันมั้ย พรรคพวก ใช้แค่กองกำลังของเยอรมันที่จับได้เป็นเหยื่อล่อก็ได้ ไม่ต้องลงทุนมาก …ปรากฏว่าละอ่อนอเมริกาไม่เล่นด้วย บอกว่า เสี่ยงเกินไป… เอ๊ะ ไอ้ละอ่อนนี่มันรู้ทันแผนกินรวบของเราหรือไร ท่านหลอดรำพึง

ปลายปี ค.ศ.1945 คราวนี้อเมริกาเอาบ้าง เขี้ยวงอกแล้ว ประธานาธิบดีทรูแมน ให้เตรียมแผนโจมตี สหภาพโซเวียต กะจะถล่ม 20 เมืองของโซเวียตด้วยนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นสหภาพโซเวียตอยู่นิ่งเฉย
ไม่มีพฤติกรรมว่าจะเป็นภัยต่อสังคม หรือต่อความมั่นคงของอเมริกา ไม่เข้าข่ายต้องเชิญมาปรับพฤติ กรรมสักหน่อย แผนนี้เรียกว่า “Strategic Vulnerability of the USSR to a Limited Air Attack” (ตั้งชื่อแบบนี้ เดาได้เลยว่าไปไม่สวย)

นับเป็นครั้งแรกที่อเมริกามีแผนจะขจัดรัสเซียออกไปจาก Heartland และคงไม่ใช่เป็นครั้งสุดท้าย …
เล่นกันแบบนี้มอสโกอยู่เฉยๆ ก็ใจเย็นผิดนิสัยไปหน่อย มันก็ต้องมีการเอาคืนกันบ้าง แล้วมอสโกก็ ช็อกวอชิงตัน ด้วยการทดลอง Atomic บอมบ์ ในปี ค.ศ.1949 และไฮโดรเจน บอมบ์ (Hydrogen bomb)ในปีต่อมา แค่นั้นมันจะซะใจคนอยู่แถวกล่องดวงใจได้ไง มันต้องเอาให้ตาเหลือก ว่าแล้วรัสเซียก็ใช้จรวดส่งดาวเทียม สปุตนิก (Sputnik) ขึ้นไปในอวกาศในปี ค.ศ.1957 อเมริกาหน้าแตก ไอ้ที่ฝันว่าจะถล่มรัสเซียด้วยนิวเคลียร์เรียกว่า “Nuclear primacy” ก็เลยกลายเป็นฝันค้าง อยู่กลางอากาศซะเกือบ 50 ปี จนมาได้ไอ้เสือเอาวา สายเหยี่ยว พวกบ้าสงคราม โดนัลด์ รัมเฟลด์ (Donald Rumsfeld), ดิ๊ก เชนีย์ (Dick Cheney), พอล วูลโฟวิตซ์ (Paul Wolfowitz) ในสมัยบุช คนลูก นั่นแหละ

ปี ค.ศ.2000 บุชประกาศนโยบาย Bush Doctrine รบก่อนแล้วค่อยคุย ซึ่งรวมถึงแผนการส่งนิวเคลียร์ให้เป็นของขวัญ แบบไม่ประกาศล่วงหน้าให้แก่รัสเซียแถมไปด้วย และทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไปของการลุกขึ้นมาสร้างความตื่นเต้นให้แก่ชาวโลก โดยประเทศเล็กๆ ที่ชื่อว่า “จอร์เจีย” เมื่อปี ค.ศ.2008 (ต้องใส่เกียร์ถอยหลังไปซะหลายปี ก่อนจะเดินหน้าต่อได้)

Scroll to Top