แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 9 ‘ติดกับ’

Château Christophe

ตอน 6

ฝ่ายที่จู่โจมสถานกงสุลอเมริกันที่เบนกาซี คาดเดากันว่าน่าจะเป็นพวกทหารอิสลาม แต่มันไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาจะไม่รู้ว่า “ใคร” ที่อยู่ในบริเวณที่พวกเขาจัดการเผาจนเรียบวุธขนาดนั้น ถ้า คริส สตีเวนส์ เป็นเป้าหมาย มันน่าจะง่ายกว่า ถ้าจะใช้วิธีโจมตีขบวนรถเขาหรือชิงตัวเขาขณะออกไปวิ่งตอนเช้า หรือชิงตัวจากที่นัดพบ และที่สำคัญทูตอเมริกันที่มีชีวิต ย่อมเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าทูตที่ตายแล้ว

แต่เพราะคริส สตีเวนส์ ถูกฆ่าตาย 56 วันก่อนมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี การตายเขาจึงกลายเป็นส่วนประกอบของฉากการเมือง ที่ทุกฝ่ายอยากเอาไปประกอบให้มีคะแนนเพิ่มขึ้น หรือเอาไปลดคะแนนคู่ต่อสู้

รัฐบาลโอบามา (Obama) ถูกวิจารณ์อย่างหนัก เมื่ออ้างในตอนแรกอย่างไม่มีน้ำหนักว่า การโจมตีสถานกงสุลเกิดขึ้น เพราะการประท้วงเรื่องวีดีโอ แต่หลังจากนั้นประมาณเดือนตุลาคม เมื่อ New York Times รายงานว่า ชาวพื้นเมืองบอกว่า พวกที่บุกรุกเข้าไปในสถานกงสุล เป็นพวกอิสลามที่แค้นเรื่องวีดีโอ มันก็เลยทำให้ข้อแก้ตัวของรัฐบาลพอฟังขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ทำให้หลายๆ ฝ่ายหายสงสัย

นอกจากนี้ภาพของทูตสตีเวนส์ ที่แพร่ทางสื่อต่างๆ มีความแตกต่างกัน มีหลายสื่อที่ออกข่าวว่า ทูตสตีเวนส์ ถูกทารุณและถูกชำเราทางทวารหนัก โดยมีภาพกึ่งเปลือยของเขาถูกชาวเมืองกำลังแบกอยู่ ใน ขณะที่สื่อฝั่งตะวันตก แพร่ภาพของทูตสตีเวนส์  นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลและบอกเพียงว่า สตีเวนส์ เสียชีวิตเพราะสำลักควัน ไม่ได้ถูกทำร้ายทารุณ เขามีบาดแผลเพียงเล็กน้อยที่หน้าผากเท่านั้น

ข่าวนี้ออกมาใกล้เคียงกับการที่สภาสูง ของอเมริกาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุการตายของ  สตีเวนส์ และตรวจสอบประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยด้วย

ผลของการตรวจสอบ ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ ข้อมูลที่ออกมาสับสนและขัดแย้งกันเอง (จนถึงทุกวันนี้) ยากแก่การลงความเห็นว่าทูตสตีเวนส์ เสียชีวิตจากการสำลักควัน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และกำลังเสริมที่อยู่ห่างไปเพียง 1.2 ไมล์ ซึ่งมาถึงช้าอย่าผิดปกติ จนบริเวณกงสุลไหม้ไปเกือบหมดแล้ว

ขณะเดียวกันก็เริ่มมีข่าวแพร่ออกมาว่า CIA มีส่วนเกี่ยวพันกับการเสียชีวิตของทูตสตีเวนส์  ข่าวราย งานว่า จุดยืนอย่างเป็นทางการของอเมริกา คือ ไม่มีการส่งอาวุธไปช่วยพวกกบฏในซีเรีย แต่ก็มีหลักฐานโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ว่า ตัวแทนของอเมริกาโดยเฉพาะทูตสตีเวนส์ ที่เพิ่งถูกฆาตกรรมไปนั่นแหละ อย่างน้อยมีส่วนรู้เห็นกับการขนย้ายอาวุธจากลิเบียไปให้พวกกบฏหัวรุนแรงของซีเรีย
เดือนมีนาคม ค.ศ.2011 นายสตีเวนส์ ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของอเมริกา เพื่อประสานงานกับกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ อัลไคด้า (al-Qaeda) ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลลิเบีย โดยติด ต่อโดยตรงกับอับเดลฮาคิม เบฮาจ (Abdelhakim Belhadj) ของ Libyan Islamic Fighting Groupซึ่งกลุ่มนี้ต่อมายกเลิกไป หลังจากมีรายงานว่า มีส่วนร่วมในการโจมตีกงสุลอเมริกันและทำให้นายสตีเวนส์เสียชีวิต!

เดือนกันยายน ค.ศ. 2011 หนังสือพิมพ์ Time of London รายงานว่า เรือสัญชาติลิเบีย (Libya) ขนสินค้าจำนวนมากเป็นอาวุธไปให้ซีเรีย โดยเทียบท่าที่ตุรกี รายงานข่าวว่าสินค้าหนักถึง 400 ตันนั้น มีจรวดประเภท SA-7 surface-to air anti-craft และ rocket-propelled grenade (ขีปนาวุธประเภทขับเคลื่อน) จำนวนมาก อาวุธทั้งหมดน่าจะมาจากส่วนที่เก็บอยู่ในกอง ทัพของกัดดาฟี่ ซึ่งมีประมาณ 20,000 ชิ้น สื่อ Reuters รายงานว่าฝ่ายกบฏซีเรีย ใช้อาวุธเหล่านี้ ยิงเครื่องเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินรบของฝ่ายรัฐบาลซีเรีย

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2011หนังสือพิมพ์ Telegraph รายงานว่า เบลฮาด์จ (Belhadj) ในฐานะหัวหน้า Tripoli Military Council ได้พบกับบรรดาหัวหน้าของ Free Syrian Army (FSA) ที่อิสตันบูล (Istanbul) และแถบชายแดนของตุรกี โดยเป็นความพยายามของรัฐบาลใหม่ของลิเบียที่จะให้ความสนับสนุนทางด้านเงิน และอาวุธแก่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ซึ่งกำลังเริ่มเกิดขึ้น

นี่หมายความว่า ทูตสตีเวนส์ มีเพียงเบฮาด์จคนเดียว ที่โยงระหว่างเขากับคนเบนกาซีที่ขนอาวุธให้กบฏซีเรีย และถ้ารัฐบาลใหม่ของลิเบีย ส่งอาวุธให้กับกบฏซีเรีย ผ่านทางท่าเรือของตุรกี โดยมีสตีเวนส์ เป็นตัวกลางให้กับพวกกบฏลิเบีย รัฐบาลตุรกีและรัฐบาลอเมริกันก็น่าจะรู้เห็นเรื่องนี้ด้วย

และอย่าลืมว่า มีหน่วยงานที่ขึ้นกับ CIA ประจำอยู่ที่เมืองเบนกาซี ซึ่งห่างจากสถานกงสุลแค่ 1.2 ไมล์ หน่วยงานนี้ ทำหน้าที่เก็บข้อมูลของการกระจายอาวุธที่ยึดมาจากรัฐบาลลิเบีย และปฏิบัติภารกิจอะไรอีกบ้าง ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่เป็นที่รู้กันว่า การรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานนี้ หนาแน่นมั่นคงและมีอาวุธที่ก้าวหน้ากว่าที่สถานกงสุลมากนัก

มาถึงจุดนี้มันค่อนข้างชัดเจนว่า อเมริกาต้องมีอะไรซ่อนอยู่ที่เบนกาซี มันถึงทำให้รายงานต่างๆ สับสน และเมื่อถูกสอบถามคุณนายคลินตัน (Clinton) ถึงกับลมจับหงายหลังผลึ่ง แถมใบ้รับประทาน

อย่าลืมว่านัดสุดท้ายของทูตสตีเวนส์ เมื่อวันที่ 11 กันยายนคือ การพบกับกงสุลตุรกี ชื่อนายพล อาลี ไซต์ เอคิน (General Ali Sait Akin) ซึ่ง Fox News บอกว่าเพื่อเป็นการเจรจาเกี่ยวกับการส่งมอบ ขีปนาวุธ SA-7 

Business Insider รายงานเพิ่มว่า สตีเวนส์และลูกน้องเขา ทำหน้าที่เป็น “diplomatic cover”ให้แก่ CIA จากจำนวน 30 คนที่อพยพมาจากเบนกาซี มีเพียง 7 คน เท่านั้นที่ทำงานให้กับกระทรวงต่างประเทศ และถ้าสตีเวนส์รู้ว่า อาวุธที่ส่งให้กบฏซีเรียมาจากไหน จะเป็นไปได้หรือที่ CIA จะไม่รู้ไม่เห็นด้วย มันคงจะเป็นเรื่องที่ทำให้วอชิงตันลำบากใจอย่างยิ่ง ในการตอบคำถามที่เกี่ยวข้อง

ไม่ว่าจะมีข่าวออกไปทางใด การตายของนายสตีเวนส์ คงจะเป็นปริศนาค้างคาอยู่กันต่อไป แต่จากเรื่องที่สื่อต่างชาติเขียนมานี้ น่าจะทำให้เราเห็นอะไรหลายอย่างว่า อเมริกาแท้จริงเป็นอย่างไร

ในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ละประเทศต่างก็ส่งคนของตนไปทั่วโลก เพื่อหาข้อมูลและเพื่อดูแลผลประโยชน์ของประเทศตน และแน่นอนที่สุด เพื่อสร้างมิตร สร้างสัมพันธ์ไมตรีที่ดีต่อกัน การที่อเมริกันเข้าไปในบ้านเมืองอื่นๆ ด้วยวิธีการอย่างที่อเมริกาเข้าไปในลิเบีย หรือส่งของขวัญพิเศษให้กับกบฏซีเรีย หรือที่กำลังทำอยู่ในหลายๆประเทศ และรวมทั้งที่กำลังทำอยู่กับราชอาณาจักรไทยด้วยนั้น การทูตผ่านรั้วสูง กำแพงเหล็ก โกหก จุ้นจ้าน จาบจ้วง ทวงบุญคุณ และการส่ง “ของขวัญ” แบบพิเศษนี้ ฯลฯ คงจะสร้าง หรือรักษา “มิตร” ได้ยาก

หมายเหตุ : โพสต์ลงเพจนิทานเรื่องจริงฯ เมื่อวันที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557

ปรับปรุง แก้ไขใหม่ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559

Scroll to Top