“จากยูเครน ถึงบ้านเรา”
(10/1)
บทความเกี่ยวกับการเลือกตั้งของบ้านเรา
Elections to Watch in 2023…
ทำหน้าที่เหมือนเป็นกองเชียร์ ให้พวกนักเคลื่อนไหว
เพื่อประชาธิปไตย อย่างออกนอกหน้า
และ ขณะเดียวกัน ก็บรรเลงเรื่องลุงข้างบ้านผม
เหมือนเป็นพวกถนัดแหก…แหกได้ทุกกฏทุกกติกา
การเขียนถึง ทั้ง 2 ฝ่าย ทำนองนั้น …ผมไม่แปลกใจ
มันก็เหมือน ที่สื่อทั้งหลายในบ้านเรา
ปั่นเล่นกันทุกวันนั่นแหล่ะ
สื่อพวกหนึ่ง… ก็เชียร์เด็กมันตะบี้ตะบัน
ไม่ว่ามันจะหยาบคายจาบจ้วงหมิ่นละเมิด
โกหกตอแหล ขนาดไหน
สื่ออีกพวก … ก็เชลียลุงข้างบ้าน เสียจนน่าคลื่นไส้
ทำอะไรก็ดีไปหมด เอียงกะเท่เร่ …ระวังนะลุง
จะลื่นหกล้มตายเพราะพื้นเลอะน้ำลายเชลียยย
สื่ออีกหลายพวก … ก็พยายามลุ้นจนตัวโก่งให้ลูกใคร
ได้ขึ้นยืนบนแป้น เพื่อจะได้พาพ่อใครกลับบ้านเสียที
ส่วนเรื่องติดคุกของพ่อ …ไม่ต้องพูดถึง
ลือกันหึ่ง ว่าไม่มีปัญหาแล้ว
ไม่มีปัญหาได้ยังไง ผมก็สงสัยอยู่
ชาวบ้านเรา ก็อ่านกันสนุกร่วมด่าด้วยทุกฝ่ายทุกค่าย
ครับ บ้านเราก็เป็นงี้แหล่ะ …
ยังไม่ถึงเวลาจวนตัวคับขัน ก็ เฮฮา ด่าเชียร์เอามัน (ปาก) ไปตามเรื่อง
พูดถึงเรื่องพรรคอุ้มลูกเพื่อพาพ่อกลับบ้านนั้น
น่าสังเกตว่า บทความฝรั่งไม่เอ่ยถึง พรรคนี้เลย “แม้แต่คำเดียว”
แม้ โพลของสื่อบ้านเราส่วนใหญ่ จะบอกว่า พรรคอุ้มลูกฯ
จะมีคะแนนนำสูงสุด ถึงกับตั้งเป้า จะแลนด์สไลด์
และ บทความฝรั่ง ก็ไม่มีการ เอ่ยถึงพรรคการเมืองอื่นใดด้วย
และ ฝ่ายลุงข้างบ้านผม ก็คะแนน หล่นลงไปทุกวัน
ในบรรดา 14 ประเทศร้อนจัดนั้น
ผมเคย เกริ่นให้ฟังแล้ว ว่า ถ้าฝ่ายตะวันตกเชียร์ใคร
ก็จะบอกว่าตามโพล… “คนนั้น” . มีคะแแนนนำลิ่ว
แล้วพอถึงบ้านเรา ทำไม ไอ้ โจชั่ว (Joshua Kurlantzick)
มันถึงบอกว่า เชื่อเถอะ… แล้วการเลือกตั้งในไทย
มันก็จะออกมาในรูปแบบ
ทหาร บวก สถาบัน …อีหรอบเดิมอีก
มันประชดเรา …หรือ พวกมันต้องการเช่นนั้น
มันกำลังบอกใบ้ หรือ มันกำลังออกใบสั่ง
หรือ มันต้องการให้เราไขว้เขว้ หรือ มันกำลังบอกอะไร
มากกว่านั้น
การเลือกตั้งของประเทศ 2 กลุ่ม แรก
(ที่ผมแบ่งให้ ตามดูง่ายๆ)
ส่วนใหญ่ ค่อนข้างชัดเจน ว่า เป็นการแข่งขันกัน
ระหว่าง ฝ่ายเอาจีน กับ ฝ่ายตะวันตกสนับสนุน
แต่ของบ้านเรา บทความฝรั่งวางสมการต่างกัน
เหมือนกลายเป็นการแข่งขัน
ระหว่าง ฝ่ายเอาเจ้า กับ ฝ่ายไม่เอาเจ้า
และ ไม่เอ่ย ถึงพรรคการเมือง ที่กำลังมีคะแนนนำในบ้านเรา
แบบนี้ ไม่ตามดูให้เข้าใจ คงยิ่งมึนงงหนักเข้าไปอีก
ตกลง มัน อะไร กันแน่
ลุงข้างบ้าน อยู่ข้างเจ้า ใช่แน่หรือเปล่า
พรรคอุ้มลูกฯ มีคะแนนนำ …
ฝรั่งปากเหม็นหนุนหลังอยู่หรือใช่ไหม
พรรคเอาประชาธิปไตย ยังไงก็ ฝรั่งปากเหม็นอุ้มใช่ไหม
น่ามึนนะครับ
จะตามความคิด อันยอกย้อนและซับซ้อน
ของมหาอำนาจปากเหม็น
เกี่ยวกับการเลือกตั้งของบ้านเรา
ที่อาจจะนำพา…ไปถึงยุทธศาสตร์ของมันในบ้านเรา
เราอาจต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับความสัมพันธ์
ระหว่าง ไทย กับมหาอำนาจปากเหม็น
ใน “ความคิด และ มุมมอง” ของมหาอำนาจปากเหม็น
ในอดีต และ ปัจจุบัน อีกสักหน่อย
Carnegie Europe ซึ่งเป็นถังความคิด
ของค่ายมหาอำนาจปากเหม็น ในภาคพิ้นยุโรป
และ เป็นถัง ในเครือ ของ Council on Foreign Affairs (CFR)
ได้ลงบทความ เมื่อ วันที่ 30 พฤศจิกายน คศ 2022
ชื่อ “ Thailand’s Royalist Civil Society
and Anti-American Turn”
(คือ ลงบทความ ประมาณหนึ่งเดือนล่วงหน้า …
เหมือนเป็นการปูพื้น …ก่อนที่มันจะเอาการเลือกตั้ง
ของบ้านเรา ไปเข้าโปรแกรมยอดเด่น)
ชื่อบทความดังกล่าว ของ Carnegie Europe นั้น
ผมไม่แน่ว่าจะแปลเป็นภาษาไทย
ให้ได้รสเดียวกัน กับภาษาฝรั่ง ที่ผู้เขียนเขาตั้งชื่อไว้หรือไม่
ผมเลยขอแปล แบบให้เข้าใจง่ายๆ
ว่าจั่วหัวของบทความของเขานั้น แปลเป็นไทย ได้ทำนองนี้ครับ
“สังคมพวกรอยัลลิสต์ ของประเทศไทย
กับ จังหวะเวลา ของการเปลี่ยนเป็นไม่เอาอเมริกา
บทความดังกล่าว ยาวประมาณ 10 กว่าหน้า
เขียนเล่าหมดไม่ไหว เพราะ น้ำคงท่วมจอ
และก็เป็นน้ำที่ออกกลิ่นเน่าจัด จนแทบขย้อนตอนอ่าน
ผมจึงคัดเอาแต่เนื้อๆ มาเล่าต่อ …
เพื่อให้ท่านผู้อ่านพอติดตามความคิด หรือ “เป้าหมาย”
ของมหาอำนาจปากเหม็น ตามที่บทความดังกล่าว
สาธยายไว้
และผมจะลงลิงค์บทความลงให้ สำหรับท่านที่อยากสูดกลิ่นเองด้วย
ผมจะสรุปเนื้อๆ ของบทความดังกล่าว เป็นตอนๆ…
ตั้งแต่ตอนย่อย (10/2) ) เป็นต้นไป
(10/2)
บทความเรื่องการเปลี่ยนไป ฯ
เริ่มต้น ด้วยการบอกว่า เครือข่าย พวก Royalist รอยัลลิสต์
ซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัด และเหมือนเป็น “ตัวแทน”
ในการแสดงออกของสังคมไทยนั้น
ได้เปลี่ยนจุดยืนของพวกเขา …
ในการผูกพัน หรือเป็นพันธมิตร (allegiances)
กับบรรดามหาอำนาจ …
ไปตามความเปลี่ยนแปลง ของการเมืองโลก
อุดมการณ์ ของพวกนักเคลื่อนไหวที่เป็นรอยัลลิสต์
คือ เพื่อแสดงความรักชาติ… ที่เน้นว่า สถาบันกษัตริย์ …
คือสถาบันสูงสุด และ เป็นสัญญลักษณ์ ของประเทศชาติ
บทความฯ ระบุว่า อันที่จริง การเกิดขึ้นของเครือข่าย
รอยัลลิสต์นั้น …มันเริ่มมาจากการสนับสนุน
ของอเมริกาด้วยซ้ำ
เพื่อต่อต้าน ระบอบคอมมิวนิสม์ ที่แพร่กระจาย
อยู่ในบริเวณ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงปี คศ 1950 กว่า ถึง คศ 1970 กว่า
ซึ่งตอนนั้น พวกรอยัลลิสต์ก็ยังพร้อมใจสนับสนุน
ให้อเมริกา เป็นผู้ออกหน้าของฝ่ายประชาธิปไตย
ในการต่อสู้กับพวกฝ่ายซ้าย (the Left) ด้วย
ในตอนนั้น การสนับสนุนของพวกรอยัลลิสต์
เริ่มมาจาก “การรับรู้” ว่าสถาบันกษัตริย์ของเขา
กำลังถูกคุกคาม จากทั้งภายใน และ ภายนอกประเทศ
หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง…
ซึ่งบรรดาประเทศในแถบบริเวณ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ต่างก็ต้องเจอกับปัญหาทางการเมือง
ซึ่งมีต้นตอมาจากขบวนการเคลื่อนไหว
ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ทั้งนั้น
และเพื่อไม่ให้ ประเทศเหล่านั้น ตกไปอยู่ในเงื้อมมือ
ของค่ายคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฏีโดมิโน …
อเมริกาได้ช่วยเข้ามาปกป้อง (ประเทศไทย)
ด้วยการให้การสนับสนุน ทางด้านการเงิน
การปฏิบัติการทางทหาร
รวมทั้งทำสัญญาให้ความช่วยเหลือต่างๆมากมาย …
โดยอเมริกา มีเป้าหมาย…ที่จะให้สถาบันกษัตริย์
ร่วมกับ สถาบันทหารของประเทศไทย …
ยังคงมีอำนาจ ปกครองประเทศไทยต่อไป
(หมายเหตุของผม:
โปรดอ่านย่อหน้าข้างต้น สัก 2 รอบนะครับ )
และ เมื่อมีการกระทบกัน ระหว่างผู้สนับสนุนฝ่ายซ้าย
กับผู้สนับสนุนฝ่ายขวา ในช่วง ปี คศ 1970 กว่า
ที่เกิดขึ้น จากการที่ “ฝ่ายต่อต้าน” รัฐบาลไทย
เรียกร้องให้ฝ่ายอเมริกาถอนฐานทัพ
ออกไปจากประเทศไทย และให้มีการเปลี่ยนรัฐบาล
ซึ่งพวกรอยัลลิสต์เอง ยังบอกด้วยว่า
“การที่พระราชวัง ยังอยู่ได้”
ก็เพราะ ยังมีกองทัพของอเมริกา อยู่ในประเทศเรา
จึงไม่เห็นด้วย กับข้อเรียกร้องของฝ่ายซ้าย
(หมายเหตุของผม:
เนื้อความ ที่บทความดังกล่าวบรรยายไว้ข้างต้น
ส่วนใหญ่ บิดเบือน และ ตอแหล
โดยเฉพาะ ย่อหน้าข้างต้นนี้)
(10/3)
หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง …ความเชื่อว่าอเมริกา
ไม่มีความจำเป็น ต้องมาทำหน้าที่ปกป้องบริเวณ
เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากพวกโซเวียต อีกต่อไปแล้ว
การเอนเอียงไปทางอเมริกา ของพวกรอยัลลิสต์
ก็เหมือนจะจางไปด้วย …
พวกเขา ดูเหมือนจะไปวุ่นวาย อยู่กับเรื่อง
การเป็นประชาธิปไตย ของประเทศไทย ที่เริ่มตื่นตัวกัน
ใน ช่วงปี 1992 (เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุด)
(หมายเหตุของผม:
คศ 1992 คือ พศ 2535 …คือ เหตุการณ์ พฤษาทมิฬ
ที่ทำให้เรา ได้ นายกรัฐมนตรี ชื่อ อานันท์ ปันยารชุน
ม้ามืดที่ไม่รู้ใครส่งข้ามห้วยมา …
และมาพร้อมกับทุนเสรี ธรรมาภิบาล และ ฯลฯ
ที่เขาเอาใส่มือน้ามา ?!)
ประชาธิปไตยในไทย มักอายุสั้น
มีการขัดแย้ง แบ่งพวก “ทางการเมือง” เกิดขึ้นอยู่เสมอ
และในปี คศ 2005 (พศ 2548)
ฝ่ายการเมือง เกิดการแบ่งแยก
เป็นฝ่ายเอาสถาบัน กับ ฝ่ายไม่เอาสถาบัน
(หมายเหตุของผม:
พศ 2548 คือ สมัยคนอยากกลับบ้าน เป็น นายกรัฐมนตรี)
พวกรอยัลลิสต์ จึงออกมามีบทบาทอีก เพื่อปกป้องสถาบัน
พวกเขา มีการติดตามพวกไม่เอาสถาบันอย่างเอาจริง
ไม่ว่าทางหน้าจอ หรือ หน้าสื่อ …และ เรียกร้อง
ให้มีการลงโทษ พวกที่ละเมิดกฏหมายเกี่ยวกับสถาบัน
ซึ่งทำให้เกิดการประท้วง …จากฝ่ายไม่เอาสถาบัน
ช่วงนี้ จึงเกิดมีกลุ่มรอยัลลิสต์เข้มข้น (ultra royalist)
ในขบวนการ People’ s Alliance for Democracy
(กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ?)
และ กลุ่มสังคมต่างๆ รวมทั้งพวกสื่อ และ พวกรอยัลเซเล็บ
ในขณะที่ พวกรอยัลลิสต์ของไทย ยังหมกมุ่น
อยู่กับการปกป้องสถาบัน …
ช่วงนั้น (ปี คศ 1990 กว่า ถึง ปี คศ 2000 กว่า)
อเมริกานั้น …ด้านหนึ่ง มุ่งหน้าเน้นในการสร้างระเบียบ
ในสังคมโลกเสรี (liberal global order)
โดยไม่จำต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทางอำนาจ …
แต่ต้องส่งเสริม เรื่องการเป็นประชาธิปไตย
และ สิทธิมนุษยชน
ในอีกด้านหนึ่ง …อเมริกาจำต้องใช้กองทัพ …
เข้าไปขัดขวาง การดำเนินการที่ไม่ชอบธรรม
ใน อาฟกานิสถาน อิรัค และ ลิเบีย …
และ ทำให้อเมริกาถูกมอง…ว่า อเมริกาเองนั้น
ก็กำลังทำตัวเป็นนักล่าอาณานิคมยุคใหม่
และ พวกที่กล่าวหาอเมริกา เช่นนั้น
ก็มักเป็นพวกประเทศ ที่ เรียกว่า Global South
(หมายเหตุของผม:
พวกมันเข้าไปทำลายประเทศเขา จนยับเยินไม่เหลือสภาพ
ยังจะหวังให้ พวกเขาสรรเสริญมันอีกหรือ
แค่คิดก็บัดซบแล้ว ยังดันเขียนออกมาอีก มันทุเรศจริงๆ)
แล้วพวกรอยัลลิสต์ไทย ก็ เริ่มขยับอีก
คราวนี้ ก็ตั้งข้อสงสัย ว่าอเมริกา กำลังสนับสนุน
การเป็นประชาธิปไตย ในรูปแบบที่น่าจะเป็นอันตราย
ต่ออธิปไตยของไทย
การบอกเล่าส่งเสียงทำนองนี้ มีวนเวียนอยู่มาก
ในทางอินเตอร์เน็ท หลังจากมีการยึดอำนาจ
โดยกองทัพ ใน ปี คศ 2014 (พศ 2557)
และ ก็ มีมาเรื่อย จนถึง ปี คศ 2020 (พศ 2563)
ยกตัวอย่างเช่น ขบวนการ Thai Move Institute …
ที่กระพือข่าว ออนไลน์ ว่า กลุ่มพวกที่ออกมาประท้วง
ในช่วง ปี คศ 2020 …ได้รับเงินอุดหนุนจากอเมริกา
เพื่อให้มา “ล้มสถาบัน”
ข่าวทำนองนี้ …มีต้นตอมาจาก สื่อ Global Times
ซึ่งเป็น กระบอกเสียง ของพรรคจีนคอมมิวนิสต์
ต่อมา พรรค Future Forward Party (พรรคอนาคตใหม่)
ก็ถูกกล่าวหาว่ารับใช้ อเมริกา …”เพื่อทำลายสถาบันไทย”
ข่าวทำนองนี้ มาจากการกระจายของพวกกลุ่มรอยัลลิสต์
ซึ่งให้ข่าว เพื่อมุ่งเป้า ไปที่ พวกกลุ่ม NGO …
ที่ถูกกล่าวหาว่า รับเงินจากพวกตะวันตก
(10/4)
ในช่วงทศวรรษ ที่ผ่านมา…พวกรอยัลลิสต์ไทย
ได้มองจีน และ รัสเซีย …อย่างเป็นมิตร เหมือนเป็นพี่ใหญ่
(โดยเฉพาะ มองจีน) …ซึ่ง มีรากเหง้าทางวัฒนธรรม
ใกล้เคียงกัน
แม้สัมพันธ์ ไทยจีน ได้สดุดไปในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์
เป็นผู้ปกครองจีน ในช่วงปี คศ 1949 (พศ 2492)
แต่ในช่วงปี คศ 1970 กว่า (พศ 2513 +)
ไทย จีน ก็กลับมาจับมือกันอีก
เมื่อ จีน สร้างสัมพันธ์ ผ่าน Belt and Road Initiative
สัมพันธ์ จีน ไทย ก็ยิ่งกระชับแน่น
ระหว่าง สี จิ้น ผิง และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ เมื่อปี คศ 2014
ไม่ทำให้จีนมีปัญหา ในการคบค้าด้วยแต่อย่างใด
แถม ยังมีการนับกันอีกด้วย ว่า ไทย จีน
เป็น ครอบครัวเดียวกัน “one family”
เป็นการฟื้นฟูสัมพันธ์ ที่ จีน ไทย มีต่อกันฉันท์พี่น้อง
ขณะที่ จีน ไทย ฟื้นฟูสัมพันธ์กัน
จีน ก็ ถือโอกาส …ส่งแนวการศึกษา และปรัชญาของจีน
เข้ามาในสถาบันการศึกษา ระดับมหาวิทยาลัยของไทย
และ การเรียนภาษาแมนดารินของจีน
ก็เป็นที่นิยม ในระดับการศึกษาขั้นมัธยมของไทย
และ จีนยังสร้าง อำนาจอ่อน (soft power)
แทรก เข้ามาในสื่อไทยอีกด้วย
น่าสังเกตว่า แม้จะมีการสื่อสัมพันธ์กัน ในระดับประชาชน
แต่ขณะเดียวกัน พวกรอยัลลิสต์ไทย ก็ ไม่ได้รับการตอบรับ
หรือรับรอง จากฝ่ายเจ้าหน้าที่ของจีนแต่อย่างใด
ดูเหมือนจีน จะพอใจที่จะมีความสัมพันธ์ กับไทย
ผ่านช่องทางของรัฐบาล ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นมากกว่าและ รัสเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ ระหว่างพระราชวงศ์
โรมานอฟ กับพระราชวงศ์จักรี ในสมัยประวัติศาสตร์
ที่เพิ่งมาฟื้นฟูสัมพันธ์ กันภายหลัง
ทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ
แต่จากการสำรวจ …สัมพันธ์ รัสเซีย ไทย
จะไปในทางเศรษฐกิจ มากกว่าทางด้านวัฒนธรรม
เรื่องรัสเซีย ที่โด่งดังขึ้น…โดยเฉพาะ จากเรื่องสงครามยูเครน
ก็มาจากหน้าจอเฟสบุ๊ค ที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซีย
ซึ่งเครือข่าย ของพวกรอยัลลิสต์
ก็เอาไปเล่าขานกันต่อ ถึงเรื่องยูเครน …
ในมุมมอง ที่พวกเขาเอามาจากสื่อ ที่โปรรัสเซีย
ในเดือนมีนาคม คศ 2022… ฝ่ายสถานทูตรัสเซียในไทย
ได้ไปพบกับ คนใหญ่ๆ ของโทรทัศน์ ช่อง 5
ที่ทหารเป็นเจ้าของ…
แต่ถึงอย่างนั้น การเชื่อมโยงโดยตรง
ระหว่างพวกรอยัลลิสต์ กับฝ่ายรัสเซียก็มีจำกัดมาก
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนพวกรอยัลลิสต์
จากฝ่ายจีน และ รัสเซีย … แทบจะไม่มีเลย …
มันดูเหมือนจะตรงกันข้าม กับการที่ พวกรอยัลลิสต์
กระตือรือร้น ไปประทับตรา (รับรอง) ให้กับพวกเขา
พวกรอยัลลิสต์ไทย …จึงควรรับรู้ว่า
ความหวัง ที่คิดว่าจะได้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง
จากผู้ที่ปกครองอย่างเผด็จการนั้น …มันเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้น พวกรอยัลลิสต์ ควรมองความสัมพันธ์
ที่มีต่อ 2 ประเทศ …ว่า มันเป็นเพียงเพราะ
ต่าง ก็ มีศัตรูรายเดียวกันเท่านั้นเอง…
คือ อเมริกา …ที่ปัจจุบันนี้ รอยัลลิสต์มอง
ว่ากำลังคุกคามอธิปไตยของไทย
จึงจำเป็นต้องไปจับมือกับศัตรู ของศัตรู
(10/5)
การแสดงปฏิกิริยาต่อต้านอเมริกา
ลามไปแม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับ วัคซีน ที่ต้องใช้
ในช่วงการระบาดของ โควิด-19 ระบาดเมื่อปี คศ 2021
มีการเชียร์ วัคซีนของจีน …แต่เหน็บแนม
และใส่ความ กับวัคซีนของอเมริกา
(หมายเหตุของผม:
บทความ ได้เขียนเรื่องวัคซีน ยาวถึง 2 หน้า …
ถึงการที่บ้านเรา เลือกใช้วัคซีนของประเทศต่างๆ
ซึ่งเหมือนเป็นการส่งเสริมวัคซีน ของจีน
แต่ด้อยค่า วัคซีนของอเมริกา
และ ยังได้ พาดพิงไปถึงวัคซีนที่ผลิตในไทย
โดย Siam Bioscience โดยเน้น ว่า ผู้เป็นเจ้าของบริษัทนี้
คือ พระมหากษัตริย์ไทย ในหลวงรัชกาลที่ 10 ของเรา
จริงๆแล้ว เรื่องวัคซีน ไม่น่าเป็นประเด็น
ที่เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องของบทความเลย
แต่เหมือนผู้เขียนเขียนพล่ามยาว เพื่อสร้างประเด็น
ให้โยงไปถึง พระมหากษัตริย์ ของประเทศไทย ?!?)
บทความดังกล่าว เขียนทำนองว่า การที่พวกรอยัลลิสต์
ให้การสนับสนุนวัคซีนของจีน อย่างออกนอกหน้า
ก็เหมือนไม่ต่างกับกรณี ที่พวกรอยัลลิสต์ เชียร์
เรื่องรัสเซียบุกยูเครน
ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง …มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการ
ไม่เอาอเมริกา (anti- Americanism)
และไปสนับสนุนผู้ปกครองประเทศ แบบเผด็จการแทน
การแสดงความรังเกียจอเมริกา ของพวกรอยัลลิสต์
มาจากความเชื่อว่า ขบวนการเคลื่อนไหวไม่เอาสถาบัน
ที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทยนั้น …
ได้รับการวางแผนและสนับสนุนโดยอเมริกา …
และ ขบวนการดังกล่าว
กระทบกระเทือน ต่อสถาบันกษัตริย์ของไทย
บทความอ้างว่า …อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ซึ่งเป็นนักวิชาการกลุ่มรอยัลลิสต์ ได้เขียนในทำนอง
ว่าสถานะของประเทศไทย ในช่วงสงครามเย็น
ก็เหมือนกับสถานะ ของยูเครนในปัจจุบัน :
“เรา อยู่ข้างเดียว กับอเมริกา …
เรายอมให้อเมริกา มาตั้งฐานทัพ อยู่ในประเทศเรา
แต่เมื่ออเมริกา แพ้สงครามเวียดนาม …
พวกเขาก็ทิ้งเรา ให้ต่อสู้กับพวกคอมมิวนิสต์ เพียงลำพัง
พวกอเมริกัน ช่วยเราไม่ได้ …
ในที่สุด (นายกรัฐมนตรีของเราในขณะนั้น )
คึกฤทธ์ (ปราโมช) ก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากจีน
อเมริกา หักหลังเรา…”
อานนท์ คาดว่า ถึงจุดหนึ่ง…อเมริกา ก็คงทิ้งยูเครน
เหมือนอย่างที่ อเมริกา เคยทำกับประเทศไทย
และเพราะความเชื่อว่า การที่รัสเซีย มองยูเครน
ว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
แทนการยอมรับ ความเป็นอธิปไตยของยูเครน …
ทำให้พวกรอยัลลิสต์ไทย กลับมีความเห็น
ว่าการกระทำของรัสเซีย ถูกต้องแล้ว …
ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตน
จากการเข้าไปแทรกแซงของอเมริกา
จากตรรกะที่กลับหัวกลับหาง (topsy-turvey)
เกี่ยวกับเรื่องรัสเซีย ยูเครนข้างต้น …
พวกรอยัลลิสต์ไทย ก็เลยเอาเรื่องดังกล่าว
มาโยงกับเรื่องการต่อต้าน การล่าอาณานิคมแบบใหม่
ของอเมริกาและพวกตะวันตก …
และ เห็นว่าพวก Global South (ประเทศทางใต้)
รวมทั้งประเทศไทย …ก็ควรจะต่อต้านอเมริกาด้วย
(หมายเหตุของผม:
ไอ้บทความนี้แหล่ะ …ที่เขียนกลับหัวกลับหาง …
คราวนี้ดันจะให้ชาวโลกเห็นคุณค่า อธิปโตยของยูเครน
แต่ตอนมันขนโขยงกันไปถล่ม อิรัค ลิเบียฯลฯ …
มันไม่ได้นีก ถึง อธิปไตยของเขาเลยนะ)
(10/6)
บทความดังกล่าว สรุปว่า …การสอดคล้องกัน
ของสภาพการเมืองในประเทศไทย ที่กำลังวุ่นวาย
กับ สถานการณ์โลกที่กำลังรุนแรง
ทำให้พวกรอยัลลิสต์ไทย รู้สึกไม่เป็นมิตรกับอเมริกา
ซึ่งต่างกับสมัยสงครามเย็น …ที่วอชิงตัน เหมือนเป็นผู้ค้ำประกัน
ให้สถานะเดิมของประเทศไทย (status quo)
ที่ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมี กองทัพ กับ สถาบันกษัตริย์
เป็นรากฐาน… ให้ดำรงคงอยู่ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไป…
(หมายเหตุของผม:
นี่มัน กำลัง ทวงบุญคุณ ใช่ไหม
ทวง กับ ใคร? )
การสนับสนุนของอเมริกา ให้ทั่วโลกมีประชาธิปไตย
กลายเป็นถูกมอง ว่าเป็นการคุกคาม…
พวกรอยัลลิสต์ จึงสนับสนุน ให้ จีน รัสเซีย
ทำหน้าที่เหมือนเป็นยาถอนพิษร้าย…ที่อเมริกากำลังแพร่อยู่
การสิ้นสุดของสงครามเย็น… แสดงให้เห็นถึงชัยชนะ
ของอุดมการณ์ ทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม
ที่มีอเมริกา เป็นผู้นำ…
แต่การเป็นมหาอำนาจ(ผู้นำ) นั้น ได้ถูกท้าทาย
มาตั้งแต่ช่วง ปี คศ 2000 กว่า…
เมื่ออเมริกา และ พวกตะวันตกอีกหลายประเทศ
ต้องพัวพันอยู่การดำเนินการทางทหาร
ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง …รวมทั้งเรื่อง เกี่ยวกับเศรฐกิจ
และ การเมืองในบ้าน และ นอกบ้าน
และผลลัพธ์ …จากการที่ “อเมริกา” ทำการปราบปราม
พวกก่อการร้ายในโลก และ การโค่นล้มผู้นำ
ที่เป็นเผด็จการของหลายประเทศ นั้น…
ทำให้ ประเทศ ในกลุ่ม Global South
เริ่มไม่เห็นพ้อง กับ เรื่องการเป็นประชาธิปไตย
และ สิทธิมนุษยชน
เรื่องการล่าอาณานิคมยุคใหม่…จึงถูกนำไปโยง
การมองว่า การกระทำดังกล่าวข้างต้น (ของอเมริกา)
ไม่มีความชอบธรรม
จึงเปิดทางให้ จีน นำเสนอทางเลือกใหม่
ที่เลี่ยงออกมา จากรูปแบบของฝ่ายตะวันตก
โดยเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอธิปไตยของประเทศ “
“มากกว่า” คุณค่าหรือความสำคัญ ที่เป็นสากล (universal value)
คือ ประชาธิปไตย …
(หมายเหตุของผม:
สรุปง่ายๆ คือ จีน เห็นว่า อธิปไตยของประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
แต่ อเมริกา เห็นว่า ประชาธิปไตย สำคัญกว่า !!!)
การกล่าวอ้าง …ที่แพร่กระจายไป
ว่า ขบวนการ เรียกร้องประชาธิปไตย นั้น
เป็นปฏิบัติการ ที่ซีไอเอของอเมริกาเป็นผู้สนับสนุน
เพื่อสร้างความไม่สงบในประเทศต่างๆ นั้น…
ไม่ได้มีแต่ ในประเทศไทยเท่านั้น
ใน เขมร ฮ่องกง และ เวียดนาม ก็ มีด้วย
แน่นอนที่สุด …ข้อมูล ที่บิดเบือนดังกล่าว ข้างต้น
มาจากแผนการโฆษณาชวนเชื่อ ของ รัสเซีย และ จีน
ผสมกับอำนาจเฉียบขาด ของผู้มีอำนาจแบบเผด็จการ
(autocratic sharp power )
การมองแต่ในมุมนี้เท่านั้น …มันไม่ครบถ้วน
เพียงการสร้าง ระบบเสรีนิยม (lLiberal Order) มากเกินไป
ภายหลังที่สงครามเย็น จบสิ้นลงนั้น
มันทำให้ผู้มีบทบาทในสังคมของประเทศในกลุ่ม
Global South… ถึงกับเกิด “อาการใจแคบ”
และ เบื่อหน่ายกับอเมริกา…
จนเปลี่ยนทิศทางของตนเองไปเอนอิง
อยู่กับมหาอำนาจ คู่แข่งอื่น …อย่างนั้นหรือ…
จบบทความ “ Thailand’s Royalist Civil Society
and Anti-American Turn” แล้วครับ
คำถามของผม ที่ค้างคา หลังจากอ่านบทความ
ที่คล้ายเป็นการ “ลำเลิกบุญคุณ” อย่างยาวและเน่าเหม็นนั้น
“พวกรอยัลลิสต์” ทีผู้เขียนบทความ ตีแสกหน้าใส่ตลอด
หมายถึงใคร ชาวไทยกลุ่มไหน หรือ ชาวไทยเกือบทั้งประเทศเรา
นิทานเรื่องนี้ ยังไม่จบนะครับ
โปรด รออ่าน บทสรุป
24 กุมภาพันธ์ 2566