แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

ต้มข้ามศตวรรษ

นำเรื่อง

เดือนกันยายน ปี ค.ศ.1916 ประมาณ 1 ปี ก่อนการปฏิวัติอันโด่งดังของรัสเซีย ที่เรียกกันว่า Russian Revolution หรือ Bolshevik Revolution นายลีออน ทรอท์สกี้ (Leon Trotsky) …ซึ่งตามประวัติ ศาสตร์ระบุว่า เขาเป็นหนึ่งในหัวหน้าคณะปฏิวัติ กำลังถูกไล่ให้ออกจากประเทศฝรั่งเศส สาเหตุจากบท ความที่เขาเขียนลงใน Nashe Slovo หนังสือพิมพ์ภาษารัสเซีย ที่ออกจำหน่ายในฝรั่งเศส มันคงเร้าใจมากขนาดฝรั่งเศส ซึ่งคุ้นเคยกับการปฏิวัติโหดมาแล้ว ยังรับไม่ไหว ตำรวจฝรั่งเศสจึงจัดการส่งตัวนายทรอท์สกี้ ออกนอกประเทศไปทางเขตแดนด้านประเทศสเปน

ไม่กี่วันนายทรอท์สกี้ ก็มาถึงเมืองมาดริด และถูกตำรวจที่เมืองมาดริด จับใส่ห้องขัง มันเป็นห้องขังประเภทชั้นพิเศษ first class cell มันไม่เหมือนห้องขังทั่วไป แต่เหมือนโรงแรมมากกว่า จึงต้องมีการจ่ายเงินค่าอยู่ห้องขังแบบพิเศษนั้น

นายทรอท์สกี้ นี่ น่าจะเป็นผู้ต้องขัง ประเภทมีปลอกคอ

จากนั้นก็มีการส่งตัวนาย ทรอท์สกี้ ต่อมายังเมืองบาร์เซโลนา เพื่อมาลงเรือเดินสมุทรของ Spanish Transatlantic Company ชื่อ มอนเซอร์รัต (Monserrat)

ทรอท์สกี้และครอบครัวนั่งเรือมอนเซอร์รัต ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก มาขึ้นบกที่เมืองนิวยอร์ค เมื่อ วันที่ 13 มกราคม ค.ศ.1917

จากหนังสือชีวประวัติที่ทรอท์สกี้ เขียนเองชื่อ My Life คนมีปลอกคอเล่าว่า “อาชีพเดียวที่ผมทำตอนอยู่ที่นิวยอร์ค คือ เป็นนักปฏิวัติเพื่อสังคมนิยม นอกเหนือจากการเขียนบทความเป็นครั้งคราว ลงในหนังสือพิมพ์ Novy Mir ของพวกสังคมนิยม”

แต่ระหว่างที่อยู่นิวยอร์ค เมืองของนายทุน ทรอท์สกี้ นักสังคมนิยมและครอบครัว พักอยู่ใน อพาร์ตเมนท์ ที่มีตู้เย็นและโทรศัพท์ ซึ่งถือว่าเป็นของหรูหรา ฟุ่มเฟือยอย่างมากในสมัยเมื่อ 100 ปีก่อน …นอกจากนั้นครอบครัวทรอท์สกี้ ยังเดินทางไปมาในเมืองนิวยอร์ค ด้วยรถยนต์ ที่มีคนขับรถประจำ …เป็นนักสังคมนิยมที่หรูเอาเรื่อง

นี่ใช่เรื่องของลีออน ทรอท์สกี้ ซึ่งมีชื่อปรากฏในประวัติศาสตร์ว่า เป็นนักปฏิวัติสังคมนิยมคนดัง ของรัสเซีย แน่หรือ คงมีคนสงสัยทรอท์สกี้ เขียนเล่าถึงชีวิตเขาที่นิวยอร์ค ในชีวประวัติของเขาต่อไปว่า “ระหว่างอยู่นิวยอร์ค ช่วงปี ค.ศ.1916 ถึง ค.ศ.1917 ผมมีรายได้เพียง 310 เหรียญ ซึ่งผมได้แจกเงินดังกล่าวทั้งหมดให้แก่คนรัสเซีย 5คน ที่อยู่นิวยอร์ค เพื่อเป็นค่าเดินทางกลับบ้าน”

ขณะเดียวกัน อพาร์ตเมนท์ที่เขาอยู่ ก็มีการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือน เขาต้องเลี้ยงดูเมีย 1 และลูกอีก 2 เขามีรถยนต์ใช้และมีคนขับรถประจำ นี่คือวิถีชีวิตของนักปฏิวัติเพื่อสังคมนิยมที่อ้างว่า ดำรงชีพ ด้วยการเขียนบทความลงหนังหนังสือพิมพ์เป็นครั้งคราว

เรื่องราวของนักปฏิวัติ เหมือนจะไม่ตรงไปตรงมา อย่างที่เราเคยเข้าใจกัน หรือว่าพวกนักปฏิวัติ นักปฏิรูป ส่วนใหญ่เขาเป็นกันอย่างนี้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเงินสดจำนวน 1 หมื่นเหรียญที่นายทรอท์สกี้ พกติดตัวและถูกเจ้าหน้าที่ค้นพบ ระหว่างที่เขาถูกเจ้าหน้าที่แคนาดาจับ ในเดือนเมษายน ค.ศ.1917 ที่เมืองฮาลิแฟกซ์ (Halifax)

เมื่อ 100 ปีก่อน เงิน 1 หมื่นเหรียญ นี่เป็นเงินจำนวนไม่เล็กน้อยนะครับ นักปฏิวัติเพื่อสังคมนิยม เอาเงินจำนวนนี้มาจากไหนกัน

มีข่าวลือว่าเงิน 1 หมื่นเหรียญนั้นมาจากเยอรมัน ..ข่าวนี้มาจากฝ่ายข่าวกรองของอังกฤษซึ่งรายงานว่า นายเกรเกอรี่ ไวน์สไตน์ (Gregory Weinstein) ซึ่งต่อมาเป็นสมาชิกที่โด่งดังของ Soviet Bureauประจำนครนิวยอร์ค เป็นคนรับเงินมาและนำมาส่งให้นายทรอท์สกี้ที่นิวยอร์ค…. เงินจำนวนนี้มาจากเยอรมัน โดยการฟอกผ่าน Volks-zeitung น.ส.พ. รายวันของเยอรมัน ที่รัฐบาลเยอรมันสนับสนุนอยู่

ขณะที่มีข่าวว่า ทรอท์สกี้ได้รับเงินอุดหนุนจากเยอรมัน ทรอท์สกี้กลับเคลื่อนไหวอยู่ในอเมริกา ก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากนิวยอร์ค ไปรัสเซีย ..เพื่อไปทำการปฏิวัติ!

ช่วงนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดย อังกฤษทำสงครามกับเยอรมันแล้ว แต่อเมริกาประกาศตัวเป็นกลางแต่แล้ว ในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.1917 หนังสือพิมพ์อเมริกัน ก็พากันพาดหัวข่าวตัวโต ถึงความเป็นไปได้ ที่อเมริกาจะเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อทำสงครามกับเยอรมัน

คืนวันนั้นเอง ทรอท์สกี้ก็ไปร่วมการชุมนุมของกลุ่มชาวสังคมนิยมในนิวยอร์ค ด้วย เขาพูดปลุกระดมให้ชาวสังคมนิยมในอเมริกา จัดการให้มีการนัดหยุดงาน และต่อต้านการเกณฑ์ทหาร… หากอเมริกาจะเข้าร่วมทำสงครามต่อสู้กับเยอรมัน

หลังจากนั้นประมาณสัปดาห์กว่า ในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1917 ก็เกิดเหตุการณ์ใหญ่ในรัสเซีย…พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกปฏิวัติให้ลงจากบัลลังก์โดยกลุ่มนักปฏิวัติที่นำโดยนายอเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี้Aleksandre Kerensky

หนังสือพิมพ์ Novy Mir ได้มาขอสัมภาษณ์ ลีออน ทรอท์สกี้ ซึ่งให้ความเห็นเหมือนกับคนรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า….

“คณะผู้บริหาร ที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่แทนพวกซาร์ ที่ถูกปฏิวัติไปนั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มผล ประโยชน์ หรือทำตามวัตถุประสงค์ของพวกที่ต้องการปฏิวัติ คณะผู้บริหารนี้คงอยู่ไม่นานหรอก… อีกหน่อยก็คงลาออกไป เพื่อให้กลุ่มคนที่สามารถจะนำพารัสเซียไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย มาทำหน้าที่ต่อไป…”

กลุ่มคนที่สามารถนำพารัสเซียไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ในความหมายของทรอท์สกี้คือ พวกบอลเชวิก (Bolsheviks) และเมนเชวิก (Menshevik) ซึ่งกำลังลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ และกำลังรีบเร่งเดินทางกลับรัสเซีย ส่วนคณะผู้บริหารนั้น หมายถึง รัฐบาลเฉพาะกาล Provisional Government ของกลุ่มนายอเล็กซานเดอร์ คาเรนสกี้ ทำการปฏิวัติในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.1917

แล้วนายทรอท์สกี้ ก็ออกเดินทางจากนครนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1917 ด้วยเรือเดินสมุทรชื่อ S S Kristainiafjord เขาผ่านด่านตรวจเพื่อขึ้นเรือดังกล่าวด้วยพาสปอร์ตของอเมริกา!!! เขาเดิน ทางพร้อมพรรคพวกอีกหลายคน เพื่อจะไปทำการปฏิวัติ นอกจากนี้ ยังมีนักการเงินจากวอลสตรีท คอมมิวนิสต์สัญชาติอเมริกัน และบุคคลน่าสนใจอีกหลายคน ร่วมเดินทางไปกับนายทรอท์สกี้ด้วย

นายทรอท์สกี้ เอาพาสปอร์ตของอเมริกามาจากไหน

นายเจนนิ่ง ซี ไวซ์ (Jennings C. Wise) เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง “Woodrow Wilson: Disciple Revolution”ว่า

“…นักประวัติศาสตร์จะต้องไม่ลืมว่า ประธานาธิบดีของอเมริกา นายวูดโรว์ วิลสัน Woodrow Wilson… เป็นนางฟ้าที่มาเสกให้นายลีออน ทรอท์สกี้ เดินทางเข้ารัสเซียได้สำเร็จ…. ด้วยพาสปอร์ตของอเมริกา แม้ว่าจะมีการพยายามขัดขวางโดยตำรวจอังกฤษก็ตาม”

มันคงเกินกว่าที่เราจะคาดคิดว่า ประธานาธิบดีวิลสัน เป็นนางฟ้ามาเสกให้นายทรอท์สกี้ ได้ถือพาส ปอร์ตที่ออกโดยอเมริกา เพื่อเดินทางกลับไปรัสเซีย และไปดำเนินการปฏิวัติต่อให้สำเร็จ (ตามเป้า หมาย!?) และเป็นพาสปอร์ตของอเมริกา ที่สามารถผ่านเข้าออกได้ทุกด่านของอเมริกา รวมทั้งมีวีซ่าอนุญาตให้เข้าประเทศอังกฤษอีกด้วย

นางฟ้าทำได้ทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงเดี๋ยวนี้ แต่ควรจะเรียกว่าเป็นนางฟ้า หรือไม่ อ่านนิทานต่อไปเรื่อยๆ คนอ่านนิทาน คงนึกออกว่าควรจะเรียกว่าอะไร

ส่วนผสมของผู้โดยสาร ที่เดินทางไปในเรือ S S Kristainiafjord ได้ถูกบันทึกไว้โดยนายลินคอล์น สเตฟเฟนส์ (Lincoln Steffens) คอมมิวนิสต์ชาวอเมริกัน ดังนี้

“…รายชื่อผู้โดยสารยาวเหยียดและดูลึกลับน่าสนใจ แน่นอนทรอท์สกี้แสดงตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มนักปฏิวัติ มีนักปฎิวัติชาวญี่ปุ่นนอนเคบินเดียวกับผม มีชาวดัทช์หลายคนที่รีบร้อนกลับเมืองชะวา พวกนี้ดูจะเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่เกี่ยวโยงกับใคร ที่เหลือดูเหมือนจะเป็นผู้ที่เกี่ยวโยงกับสงครามโลกที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้มีพวกนักการเงินวอลสตรีท 2 คน มุ่งหน้าไปเยอรมัน…”

นายสเตฟเฟนส์ (Steffens) เองนั้น โดยสารไปในเรือเดินสมุทร โดยคำเชิญของ นายชาร์ลส์ อาร์ เครน(Charles R. Crane) เจ้าของกระเป๋าทุนใบใหญ่ที่สนับสนุน ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ในการสมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

นายเครนนั้น เป็นรองประธานบริษัท Crane Company ซึ่งภายหลังเป็นคนไปตั้งบริษัทWestinghouse สาขารัสเซีย หลังการปฏิวัติของรัสเซีย รอบที่กลุ่มบอลเชวิก เป็นผู้ปฎิบัติการสำเร็จเรียบร้อย นายเครนยังเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ Root Mission ที่ประธานาธิบดีวิลสัน ส่งไปสำรวจรัสเซียทุกตารางนิ้ว หลังการปฏิวัติของรัสเซียอีกด้วย

นายเครน เดินทางไปรัสเซียในระหว่างช่วงปี ค.ศ.1890 ถึง ค.ศ.1930 ประมาณ 23 ครั้ง ลูกชายของเขา ริชาร์ด เครน (Richard Crane) เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างเทศ ที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก ของนายโรเบิร์ต แลนซิงส์ (Robert Lansing) รัฐมนตรีต่างเทศของอเมริกาขณะนั้น

นายวิลเลี่ยม ด็อด์ด (William Dodd) อดีตทูตอเมริกันประจำเยอรมัน พูดถึงนายเครนว่า เป็นผู้มีส่วนอย่างมาก ที่ทำให้การปฏิวัติในรัสเซียเมื่อเดือนมีนาคม โดยกลุ่มของอเล็กซานเดอร์ คาเรนสกี้…กลาย เป็นการปฏิวัติชั่วคราว เหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ให้กับการปฏิวัติของจริง … ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ในปีเดียวกัน

นายสเตฟเฟนส์ ได้บันทึกการสนทนา ที่เขาได้ยินระหว่างการเดินทางในเรือเดินสมุทรไว้ว่า

“…ดูเหมือนทุกคนจะเห็นพ้องกันว่า การปฏิวัติที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม (โดยอเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี้) เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้นเอง มันจะต้องมีตอนต่อไป เครนและพวกรัสเซียหัวก้าวหน้าที่อยู่ในเรือคิดว่า พวกที่กำลังเดินทางจะไปเมืองเพทโทรกราด (Petrograd) (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก (St. Petersburg) เพื่อไปทำการปฏิวัติซ้ำ…”

เมื่อนายเครนกลับมาอเมริกาในเดือนธันวาคม ค.ศ.1917 หลังจากการปฏิวัติบอลเชวิก Revolution (หรือการปฏิวัติซ้ำนั่นแหละ) สำเร็จเรียบร้อยแล้ว นายเครน ก็ได้รับโทรเลข ลงวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.1917 จากกระทรวงต่างประเทศ รายงานความคืบหน้าโดยนายแมดดิน ซัมเมอร์ (Maddin Summers)กงสุลอเมริกันประจำกรุงมอสโคว์ พร้อมจดหมายปะหน้าจากนายซัมเมอร์ว่า

“กระผม ขออนุญาตนำเสนอรายงานที่แนบมานี้ และสำเนาอีกหนึ่งฉบับ โดยขอให้กระทรวงฯ ได้โปรดนำส่งให้ นายชาร์ลส์ เครน เพื่อทราบความคืบหน้าด้วย หวังว่าทางกระทรวงคงไม่ขัดข้อง ที่จะให้นายเครน ได้เห็นรายงาน….”

สำหรับท่านผู้อ่านนิทานเรื่องจริง เรื่องต้มไม่เสร็จ คงพอจำชื่อนี้ได้ เขาคือนายเครน คนเดียวกันกับ เจ้า ของรายงาน King Crane Report ที่ไปเดินสำรวจตะวันออกกลาง เพื่อทำประชามติว่า ชาวอาหรับต้องการจะอยู่ในความปกครองของใคร หลังจากถูกอังกฤษหลอก โดยให้สายลับที่เรารู้จักกันในนาม Lawrence of Arabia เป็นผู้นำชาวอาหรับไปรบกับตุรกี และยึดหลายเมืองในตะวันออกกลางได้

และเป็นนายเครนคนเดียวกัน ที่สามารถจับมือให้กษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย ตัดสินใจเปิดประตูเมืองครั้งแรก และให้สัมปทานน้ำมันแก่อเมริกา เริ่มศักราช Petro Dollar ร่วมกันรวย ช่วยกันปั่น มาจนถึงทุกวันนี้

พอเห็นเค้าแล้วนะครับ ว่านิทานเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน

หลังจากนายทรอท์สกี้ ออกเดินทางจากนครนิวยอร์คได้ไม่นาน เมื่อเรือ S S Kristainiafjord ก็มาถึงเมืองฮาลิแฟกซ์ ประเทศแคนาดา ในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.1917

พอเรือเทียบท่า ทรอท์สกี้ก็ถูกทางการแคนาดานำตัวขึ้นจากเรือ

คราวนี้เขาถูกตั้งข้อหาว่า เป็นนักโทษสงครามชาวเยอรมัน และถูกคุมตัวไว้ที่เมืองแอมเฮิร์ต (Amherst) ที่ค่ายกักกันนักโทษเยอรมัน ไม่ใช่อยู่ห้องขังชั้นพิเศษอีกแล้ว ส่วนเมียของทรอท์สกี้และลูกอีก 2 คน รวมทั้งพรรคพวกอีก 5 คน ซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นคนรัสเซีย ก็ถูกส่งไปอยู่ที่ค่ายกักกันนี้ด้วย

เจ้าหน้าที่แคนาดาได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับทรอท์สกี้ ไว้ในแบบฟอร์ม LB-1V หมายเลข 1098 ว่า“อายุ 37 ปี ลี้ภัยการเมือง อาชีพสื่อ เกิดที่เมือง Gromskty, Chuson รัสเซีย สัญชาติรัสเซีย” และทรอท์สกี้ได้เขียนชื่อเต็มของตัวเองในแบบฟอร์มว่า ” ลีออน บรอนสไตน์ ทรอท์สกี้ (Leon Bronstein Trotsky) “

ทรอท์สกี้และคณะ ถูกให้นำตัวขึ้นจากเรือ S S Kristainiafjord โดยคำสั่งทางโทรเลขลงวันที่29 มี.ค. ค.ศ.1917 ส่งมาจากกองทัพเรือของอังกฤษที่ลอนดอน มาที่ด่านฮาลิแฟกซ์ ในโทรเลขระบุว่า

“ให้นำตัวขึ้นจากเรือและควบคุมไว้ เพื่อรอคำสั่ง เนื่องจากพวกสังคมนิยมกลุ่มนี้ กำลังเดินทางเพื่อไปทำการปฏิวัติรัฐบาลรัสเซียชุดปัจจุบัน โดยทรอท์สกี้รับเงินจำนวน 1 หมื่นเหรียญมาจากพวกสังคมนิยมเยอรมัน”

หลังจากรับโทรเลขของกองทัพเรือ กัปตันโอ เอ็ม มาคินส์ (O. M. Makins) ก็แจ้งกลับไปทางฮาลิแฟกซ์เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ค.ศ.1917 ว่า ได้ตรวจดูผู้โดยสารชาวรัสเซียที่มากับเรือ S S Kristainiafjord แล้ว พบว่ามี 6 คน ที่บอกว่าตนเองเป็นพวกสังคมนิยม และกัปตันเตรียมที่จะนำคนพวกนี้ขึ้นไปจากเรือ พร้อมด้วยเมียนาย ทรอท์สกี้และลูก 2 คน เมื่อถึงเมืองฮาลิแฟกซ์

วันที่ 7 เม.ย. ค.ศ.1917 เจ้าหน้าที่เมืองออตตาวา (Ottawa) บันทึกเกี่ยวกับเรื่องการกักตัวพวกสังคมนิยมชาวรัสเซียว่า

“เราได้รับโทรเลขยาวเหยียด จากกงสุลรัสเซียประจำมอนทรีออล (Montreal) ประท้วงการกักตัวบุคคลดังกล่าว เนื่องจากบุคคลดังกล่าว ถือพาสปอร์ตที่ออกที่กงสุลใหญ่รัสเซียประจำเมืองนิวยอร์ค สหรัฐ อเมริกา และเราจะต้องปล่อยตัวพวกเขา เมื่อมีข้อพิสูจน์ว่า พวกเขาไม่ได้เป็นชาวเยอรมัน แต่เป็นพวกสัมพันธมิตร”

(หมายเหตุ: ในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 รัสเซียอยู่ฝ่ายเดียวกับอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลีฯลฯ ที่เรียกกันว่า ฝ่าย “สัมพันธมิตร” เพื่อรบกับอีกฝ่ายที่นำโดยเยอรมันและออสเตรีย ฮังการีฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีโทรเลขจากทนายความในนิวยอร์ค ชื่อเอ็น อลานิคอฟ (N. Aleinikoff) แจ้งไปยังนายด่านที่เมืองออตตาวาว่า “ชาวรัสเซียลี้ภัยทางการเมือง ถูกกักตัวที่ ฮาลิแฟกซ์และอยู่ค่ายกักกัน แอมเฮิร์ต โปรดตรวจสอบสาเหตุของการกักตัว และแจ้งรายชื่อมาด้วย เชื่อว่าในฐานะเป็นผู้รักเสรีภาพ คุณคงจะดูแลพวกเขาอย่างดี”

วันที่ 11 เม.ย. นายด่านโทรเลขกลับไปหานายอลานิคอฟว่า “ได้รับโทรเลขแล้ว จะเขียนกลับไปหาบ่ายนี้ คุณคงได้รับพรุ่งนี้เย็น”

จดหมายของนายด่านถึงอลานิคอฟบอกว่า “….พวกเขาต้องสงสัยว่า โฆษณาชวนเชื่อให้คัดค้านรัฐ บาลรัสเซียปัจจุบัน และถูกสงสัยว่า เป็นสายลับของเยอรมัน แต่พวกเขาคงไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกอ้าง พวกเขาไม่ได้ถูกกักตัวโดยแคนาดา แต่เป็นคำสั่งมาจาก “นายใหญ่” ที่อังกฤษ และเราจะดูแลเขาอย่างดี….”

อลานิคอฟติดต่อกับนายด่านอีกหลายครั้ง เพื่อบอกว่าตนเองสนิทสนมกับทรอท์สกี้เป็นอย่างดี และการที่กลุ่มของ ทรอท์สกี้แสดงอาการที่ดูเหมือนไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย ก็เพราะไม่พอใจการกระทำของรัสเซียสมัยซาร์ ต่อพวกยิว แต่ขณะนี้พวกเขาก็ดูจะไม่มีปฏิกิริยารุนแรงต่อผู้บริหารปัจจุบันของรัสเซีย(หมายถึงกลุ่มเคเรนสกี้) จึงขอให้นายด่านช่วยหาทางติดต่อพูดกับนายใหญ่ต่อไปด้วย

ในที่สุดนายด่านก็ส่งจดหมายทั้งหมดของอลานิคอฟ ไปให้นายใหญ่ของตนคือนายพลวิลลาฟบี ควัทกิ้น (Major General Willoughby Gwatkin) ที่แคนาดาให้พิจารณา

วันที่ 21 เม.ย. ควัทกิ้น แจ้งกลับมาที่นายด่านว่า “เพื่อนของเรา พวกสังคมนิยมชาวรัสเซีย จะได้รับการปล่อยตัวและจะมีการจัดการให้พวกเขาเดินทางไปยุโรป…. ผู้ที่อนุมัติการปล่อยตัวกลุ่มทรอท์สกี้คือ นายใหญ่ที่ลอนดอน หวังว่าข่าวนี้คงเป็นที่พอใจกับทางนิวยอร์กอย่างยิ่ง”

นายทรอท์สกี้นี่ นอกจากน่าสงสัยว่า มีปลอกคอแล้ว ปลอกคอเขา คงต้องขนาดใหญ่มากอีกด้วย ถึงมีการออกแรงเต็มที่ เพื่อให้ปล่อยตัวเขา

พวกออกแรงให้ทรอท์สกี้เกี่ยวโยงกับเขาอย่างไร

จากเอกสารที่ทางแคนาดา เปิดเผยภายหลังระบุว่านายด่านชื่อ คูลเทอร์ (Coulter) เป็นคุณหมอชาวไอริช จบแพทย์จาก สก็อตแลนด์ ส่วนนายพลวิลลาฟบี ควัทกิ้น เป็นทหารอังกฤษ ถูกส่งให้มาประจำอยู่ที่แคนาดา ตั้งแต่ ค.ศ.1905 ถึง ค.ศ.1918

ดูแล้วยังไม่เห็นความเชื่อมโยง หรือความนัยน่าสงสัย ที่ทำให้ทั้ง 2 คน ช่วยกันออกแรง ให้มีการปล่อยตัวกลุ่มนายทรอท์สกี้

เรื่องการปล่อยตัวนายทรอท์สกี้ มันน่าสงสัย แต่ไม่มีฝ่ายใดออกมาชี้แจง ผ่านไปปีกว่า มีคนขี้สงสัย ออกมาเขียนทวง

ในปี ค.ศ.1918 พันเอกจอห์น บีน แมคคลีน (Colonel John Bayne Maclean) นักธุรกิจชาวแคนาดา เจ้าของโรงพิมพ์ใหญ่ และมีความคุ้นเคยอย่างดีกับพวกข่าวกรองของแคนาดา ทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาเขียนบทความเมื่อปี ค.ศ.1918 ลงในนิตยสารของเขาเอง เรื่อง “Why did We let Trotsky Go?”ทำไมเราถึงปล่อยตัว ทรอท์สกี้

ใครคือ ทรอท์สกี้ ?

แมคคลีนบอกว่า ทรอท์สกี้ ไม่ใช่คนรัสเซีย แต่เป็นคนเยอรมัน เขาพูดภาษาเยอรมันได้ดีกว่าภาษารัสเซียเสียอีก เขาอยู่ในกลุ่ม “Black Bond” ของเยอรมัน แต่ภายหลังเล่นละครว่า ถูกไล่ออกมาจากเบอร์ลินในปี ค.ศ.1914 แล้วมาโผล่อยู่ที่อเมริกา เพื่อรวบรวมพรรคพวกที่อเมริกาและแคนาดา จากกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นรัสเซีย แต่ความจริง คนพวกนั้นเป็นเยอรมันกับออสเตรีย เพื่อไปทำการปฏิวัติที่รัสเซีย

นายแมคคลีน บรรยายต่อไปว่า….ทางการอังกฤษ รู้จากพรรคพวกที่เป็นคนรัสเซียว่า ทั้งเคเรนสกี้ , เลนินและหัวหน้าย่อยๆลงมา ต่างได้รับค่าจ้างจากเยอรมันทั้งนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1915 และมารู้ข้อมูลเพิ่มเติมในปี ค.ศ.1916 ว่า ทรอท์สกี้ หลบมาอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ค จากนั้นกลุ่ม Bomb Squad ของอเมริกาก็ตามต่อ ต้นปี ค.ศ.1916 มีรายงานหลุดมาว่า มีเจ้าหน้าที่เยอรมันคนหนึ่ง กำลังนั่งเรือเพื่อมานิวยอร์ค ฝ่ายข่าวกรองอังกฤษประกบติดคนเยอรมันดังกล่าว ซึ่งถูกกักตัวไว้ที่ฮาลิแฟกซ์ ภายหลังมีการขอโทษที่กักตัวไว้ และในที่สุดก็ปล่อยตัวไป แต่ฝ่ายข่าวกรองไม่ยอมปล่อยมือ ทำการแกะรอยตาต่อไป พบตัวอยู่ในสำนักพิมพ์เก่าๆ แถวนิวยอร์คใช้ชื่อว่าทรอท์สกี้ และรู้ว่าชื่อจริงคือ บรอนสไตน์ (Bronstein) และเป็นคนเยอรมัน ไม่ใช่คนรัสเซีย

แมคคลีนบอกว่า เงินลึกลับ 1 หมื่นเหรียญมาจากพวกเยอรมันในนิวยอร์ค และการปล่อยตัวทรอท์สกี้ มาจากคำขอร้องของเคเรนสกี้ ซึ่งพวกอังกฤษเข้าใจว่า การปฏิวัติของเคเรนสกี้ จะทำให้รัสเซียยังอยู่ในกลุ่มสัมพันธมิตร และร่วมกันต่อสู้เยอรมัน แต่หลังจากมีการปล่อยตัวทรอท์สกี้ไปแล้วหลายเดือน ทหารแคนาดาที่ประจำการอยู่ที่รัสเซียและสามารถพูดภาษารัสเซียได้ รายงานไปทางลอนดอนและวอชิงตันว่า เคเรนสกี้ เองก็เป็นคนเยอรมัน!

ข่าวของนายแมคคลีนนี่ สงสัยต้องกรองแยะหน่อย

ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวลือมาจากวงในระดับสูงว่า ทรอท์สกี้ได้รับการปล่อยตัวจากคำร้องขอของสถาน ทูตอังกฤษในวอชิงตัน ซึ่งถูกขอร้องโดยกระทรวงต่างประเทศอเมริกัน ซึ่งทำการแทนใครบางคน…อีกต่อหนึ่ง ฝ่ายแคนาดาถูกสั่งให้แจ้งแก่สื่อว่า การปล่อยตัว ทรอท์สกี้ เป็นไปตามคำสั่งของกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา

ข่าวนี้จริงหรือเปล่ายังไม่รู้ …แต่น่าสนใจกว่าข่าวของนายแมคคลีน

ข้อมูลเกี่ยวกับนายทรอท์สกี้ เท่าที่มีจนถึงตอนนี้ มาจากหลายฝ่ายและดูสับสน แต่ก็พอจับความได้ว่า นายทรอท์สกี้ กำลังเดินทางจากนิวยอร์คไปเพตโทรกราด ด้วยพาสปอร์ตของอเมริกา ที่มีการอ้างว่า ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ของอเมริกาเป็นคนจัดการให้ โดยมีการพูดกันว่า นายทรอท์สกี้ จะไปทำการปฏิวัติรัสเซีย ให้สมบูรณ์ (ปฏิวัติรอบ 2 ?) ส่วนรัฐบาลอังกฤษ มีส่วนสำคัญในการปล่อยตัว ทรอท์สกี้ จากแคนาดา ในเดือน เม.ย. ค.ศ.1917 ด้วยเหตุผลใดยังไม่รู้

ส่วนนายเครน คงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง เกี่ยวกับการปฏิวัติในรัสเซีย ด้านหนึ่ง คงเชื่อมกับลินคอล์น สเตฟเฟนส์ และอีกด้านอาจจะเชื่อมกับทรอท์สกี้ ขณะที่เครน ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ลูกชายของ เครน เป็นผู้ช่วยของรัฐมนตรีต่างประเทศ โรเบิร์ต แลนด์ซิ่ง (Robert Lansing) ที่ได้รับการไว้วางใจอย่างยิ่ง และเครน คนพ่อ ได้รับการรายงานเกี่ยวกับปฏิวัติบอลเซวิกอย่างละเอียดจากทางการ นอกจากนี้ เครนน่าจะมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลอเมริกัน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

ความน่าสนใจ ไม่ใช่แค่การเชื่อมโยง ของผู้คนด้านอเมริกา กับทรอท์สกี้ นักปฏิวัติรัสเซียเท่านั้น แต่การที่ทรอท์สกี้บอกว่า รัฐบาลเฉพาะกาล Provisional ของเคเรนสกี้ คงเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลชั่วคราว และเหมือนจะมีการปฏิวัติซ้ำตามมานั้น… ตกลงมันเป็นเรื่องรู้กันอยู่ ตั้งแต่ต้นอย่างนั้นหรือ

มีคำถามโผล่ขึ้นมามากมาย เกี่ยวกับการปฏิวัติรัสเซียของทรอท์สกี้

ตกลงเขาทำปฏิวัติรัสเซีย ตามอุดมการณ์ของตัวเขาเองหรือเขาเป็นเพียง “ผู้รับจ้าง” ให้ทำการปฏิวัติ ….และถ้าเป็น “ผู้รับจ้าง” ใครเป็นผู้ว่าจ้างเขาและผู้จ้างทรอท์สกี้ ทำไปเพื่ออะไร หรือทรอท์สกี้เล่นบท 2 หน้า

มีรายงานวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ.1918 จากมอสโคว์ จากข่าวของ นสพ. รัสเซีย Russkoe Slovo ว่า ได้มีการสัมภาษณ์ทรอท์สกี้ซึ่งพูดชัดเจนว่า การเป็นพันธมิตรกับอเมริกา เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โซเวียตไม่มีทางเป็นมิตรกับพวกทุนนิยมอย่างอเมริกา มันเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์และเป็นไปไม่ได้ที่อเมริกาจะมาสร้างสัมพันธ์กับเรา …ยังไงก็เป็นไปไม่ได้… ที่เราจะคบค้ากับประเทศที่เป็นสังคมนายทุน

ในขณะเดียวกัน ก็มีรายงานมาจากทางมอสโคว์เช่นเดียวกัน เป็นโทรเลขลงวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ.1918จากทูตฟรานซิส (Francis) ของอเมริกาที่ประจำอยู่ที่รัสเซีย แจ้งไปทางกระทรวงต่างประเทศอเมริกาว่า…“ทรอท์สกี้ ขอให้ทางเราส่งเจ้าหน้าที่อเมริกันมา 5 คน เพื่อมาช่วยสำรวจกองทัพ รวมทั้งส่งคนและสิ่งของมาเพื่อจัดการเรื่องทางรถไฟ”

โทรเลขของทูตฟรานซิส กับการให้สัมภาษณ์ของทรอท์สกี้ ทำไมมันสวนทางกันขนาดนั้น…ต้องมีใครพูดไม่จริง ..หรือเขาเล่นละครกัน

เดือนเมษายน ค.ศ.1917 วลาดิเมียร์ เลนิน (Vladimir Lenin) และพวกอีก 32 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกบอลเชวิก ก็กำลังเดินทางออกจากสวิสเซอร์แลนด์ ผ่านเยอรมันข้ามสวีเดน เพื่อไปเข้าเมืองเพตโทรกราดของรัสเซีย …พวกเขากำลังไปร่วมกับลีออน ทรอท์สกี้เพื่อ “ทำปฏิวัติ” ให้สมบูรณ์

การผ่านด่านที่เยอรมันเรียบร้อยดี มีการอำนวยความสะดวก และจ่ายเงิน “ค่าเปิดทาง” ล่วงหน้าไว้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการของรัฐบาลเยอรมัน

การผ่านเข้ารัสเซียของเลนิน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ ที่ได้รับการเห็นชอบโดยกองบัญชาการสูงสุดของเยอรมัน ซึ่งไม่ได้ผ่านการรับรู้จากพระเจ้าไกเซอร์ จักรพรรดิของเยอรมัน ผู้ซึ่งมีความใกล้ชิด สนิทสนมกับพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย

ดูเหมือนมันจะเป็นแผนของเยอรมัน ที่ต้องการให้กองทัพรัสเซียแตกแยก รวมตัวกันไม่ได้ และขจัดให้รัสเซียออกไปจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มันเป็นความพยายามของรัฐบาลเยอรมัน ที่จะตัดกำลังคู่ต่อสู้คือ ฝ่ายสัมพันธมิตร

เยอรมันคิดเองทำเอง หรือ มันเป็นแผนของใคร

นอกจากพระเจ้าไกเซอร์จะไม่รู้แล้ว ตัวเสนาธิการกองทัพเยอรมัน นายพลฮอฟฟ์มัน (Major General Hoffman) ก็ไม่รู้เรื่องด้วย เขาเขียนไว้ในบันทึกว่า “เราไม่รู้เรื่อง และทำให้เราไม่สามารถเห็นผลกระ ทบ ที่จะเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ จากการเดินทางเข้าไปในรัสเซียของพวกบอลเชวิก”

ฝ่ายเยอรมัน ผู้ที่ให้ความเห็นชอบให้ เลนิน เดินทางผ่านเยอรมันไปรัสเซีย คือ ตัวนายกรัฐมนตรีเธโอโบลด์ ฟอน เบธมันน์ โฮลเวค (Theobold von Bethmann-Hollweg) เอง ซึ่งมาจากตระกูลใหญ่ เจ้า ของธนาคารเบธมันน์ แฟรงก์เฟิร์ต (Bethmann Frankfurt) ที่ร่ำรวยมากในช่วงศตวรรษที่ 19 นายเบธมันน์ โฮลเวค (Bethmann-Hollweg) ได้ รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี ค.ศ.1909 แต่ในเดือน พ.ย. ค.ศ.1913 เขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ถูกรัฐสภาของเยอรมันลงมติไม่ไว้วางใจ

นายเบธมันน์ โฮลเวคนี่ เป็นคนประเภทกลิ้งหลายตลบ ยากที่จะจับให้มั่น (กะล่อนน่ะ) ปี ค.ศ.1917 เขาไม่ได้เสียงสนับสนุนจากรัฐสภาและยื่นใบลาออก แต่ก่อนลาออก เขาทิ้งทวน โดยการให้ความเห็น ชอบไว้เรียบร้อยแล้ว ให้นักปฏิวัติกลุ่มบอลเชวิก เดินทางผ่านเยอรมัน เข้าไปยังรัสเซีย โดยเขาสั่งตรงไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศ นายอุนเธอร์ ซิมเมอร์มัน (Unthur Zimmermann) ลูกกระเป๋งที่เป็นผู้รับ ผิดชอบดูแลงานประจำของรัฐมนตรี ทั้งในเบอร์ลินและงานที่ส่งจากกรุงโคเปนเฮเกน มายังเยอรมันในช่วงเดือน เม.ย. ค.ศ.1917

พระเจ้าไกเซอร์ไม่รู้เรื่องขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติในรัสเซียเลย จนกระทั่งเลนินไปถึงรัสเซียแล้ว แสดงว่า พระเจ้าไกเซอร์ถูกกันท่าโดยพวกรัฐบาลของตัวเอง ซึ่งคงกลัวเสียแผน หากกษัตริย์ของ 2ประเทศจะจับมือช่วยกันเอง

ขณะที่เลนินเอง ก็คงไม่รู้แน่ว่าใครเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเขา เขารู้แต่เพียงว่า รัฐบาลเยอรมันให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุน แต่จากการตรวจสอบเอกสาร ซึ่งปรากฏในภายหลัง จึงได้เห็นเส้นทางเดินของ“ความช่วยเหลือ” ให้แก่เลนิน

จากเบอร์ลิน ซิมเมอร์มันและเบธมัน โฮล์เวค ติดต่อกับรัฐมนตรีเยอรมันที่โคเปนเฮเกนชื่อ บร็อคดอร์ฟ รันท์เซา (Brockdorff-Rantzau) ซึ่งติดต่ออีกทอดไปถึงนาย อเล็กซานเดอร์ อิสราเอล เฮลป์ฟันด์(Alexander Israel Helphand) (หรือที่รู้จักกันในนาม พาร์วุส Parvus) ซึ่งอยู่ที่โคเปนเฮเกน

จริงๆแล้ว ทางเยอรมันเตรียมแผนนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1915 แล้ว

ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1915 บร็อคดอร์ฟ รันท์เซา เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมัน ที่เบอร์ลิน เกี่ยวกับการสนทนาของเขากับ เฮลป์ฟันด์ (พาร์วุส) Helphand (Parvus) และแนะนำให้เยอรมันใช้ เฮลป์ฟันด์ “…..ซึ่งเป็นคนที่มีเครือข่ายอำนาจ ที่ล้ำลึกอย่างนึกไม่ถึง ที่เราควรจะจ้างเขาไว้ตลอดช่วงที่มีสงคราม……ขณะเดียวกัน เราก็ต้องระวังความเสี่ยงในการจะใช้เครือข่ายอำนาจที่อยู่ข้างหลังเฮลป์ฟันด์เช่นเดียวกัน…..”

เฮลป์ฟันด์ (พาร์วุส) แท้จริงแล้วเป็นใคร และเครือข่ายอำนาจของเขา คือพวกไหน

ดูเหมือนจะมีคนหวังใช้ปฏิวัติรัสเซีย เพื่อประโยชน์ของพวกตน หลายพวก

บร็อคดอร์ฟ รันท์เซา ก็หวังที่จะใช้การปฏิวัติรัสเซียเพื่อประโยชน์ของเยอรมัน ขณะที่คนบางกลุ่มในอเมริกา ที่พยายามจะเอาเรื่องการปฏิวัติรายการเดียวกันนั้น มาใช้เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา ทั้งภายในและต่างประเทศเหมือนกัน

วันที่ 16 เมษายน ค.ศ.1917 รถไฟขบวนที่ขนคนจำนวน 32 คน รวมทั้งเลนินและเมีย ก็เริ่มเคลื่อนออกจากสถานีใหญ่กลางเมืองเบิร์น (Bern) ของสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อมุ่งหน้าไปสต็อคโฮล์ม (Stockholm) เมื่อถึงด่านเข้าเขตแดนรัสเซียมีเพียง 2 คน ที่ถูกปฏิเสธการเข้า ที่เหลือผ่านเข้าไปได้หมด หลายเดือนต่อมา 2 คนนั้นก็ตามเข้าไป พร้อมกับพวกเมนเชวิก อีก 200 คน

(หมายเหตุ: เพื่อความเข้าใจของผู้ติดตามเรื่อง รัสเซียมีพรรคสังคมนิยมเรียกว่า Russian Social-Democratic Party ซึ่งเป็นพวกนิยมแนวความคิดแบบมาร์กซิส (Marxist) ในการประชุมพรรคประมาณปี ค.ศ.1903 สมาชิกได้แตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกกลุ่มตัวเองว่า บอลเชวิก มีเลนินเป็นหัวหน้า สมาชิกส่วนใหญ่ เป็นพวกอีลิตและชนชั้นกลาง อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ควรมีชนชั้นแรงงานเข้ามา ร่วมด้วย เพื่อให้ฐานเสียงใหญ่ขึ้นเรียกกลุ่มตัวเองว่า เมนเชวิก มีมาร์ตอฟ (Martov) เป็นหัวหน้า ส่วนนายทรอท์สกี้นั้น สังกัดกลุ่มเมนเชวิก และเปลี่ยนมาอยู่กลุ่มบอลเชวิกเอาในปี ค.ศ.1917 นั่นเอง)

Scroll to Top