แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 9 ‘ติดกับ’

Château Christophe

ตอน 1

เป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมงที่สถานกงสุลอเมริกัน ที่เมืองเบนกาซี (Benghazi) ประเทศลิเบีย ถูกโจมตีและถูกยึดได้ในที่สุดในคืนวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2012 

หลังจากการโจมตีและสู้รบสิ้นสุดลง ร่างของทูตอเมริกัน นายคริสโตเฟอร์ เจ สตีเวนส์ (Christopher J. Stevens) ถูกลากออกมาจากซากตึกที่ไหม้และพังทลายอยู่ในบริเวณของสถานกงสุล เขาเป็นทูตอเมริกันคนแรกที่ถูกสังหารโดยกองทัพต่างชาติในรอบ 30 ปี

การตายของเขาถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง สาเหตุและการบุกโจมตีสถานกงสุลถูกบิดเบือน มี การสอบสวนวิเคราะห์ บอกเล่า เขียนเป็นหนังสือสารพัดเรื่อง ความจริงเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครปริปากพูดออกมาตรง มันเป็นเรื่องน่าคิด น่าติดตาม เพราะมันจะเป็นทั้งใบเสร็จและอุทาหรณ์ในหลายๆ เรื่องให้แก่เรา

เช้าวันที่ 11 กันยายน นายสตีเวนส์ (Stevens) ทูตอเมริกันประจำประเทศลิเบีย นั่งทานอาหารเช้ากับชายคนหนึ่งชื่อฮาบิบ บูดาเกอร์ (Habib Budaker) ที่สถานกงสุลเมืองเบนกาซี

นี่เป็นครั้งแรกที่นายสตีเวนส์ กลับมาเมืองเบนกาซี หลังจากรับตำแหน่งทูต เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2011 และใช้เวลาปฏิบัติหน้าที่ “ทูต” โดยทำงานอยู่รอบๆ ตัวเมือง นอกสถานทูตที่เมืองทริโปลี (Tripoli)

เมื่อนายบูดาเกอร์ไปรับเขาที่สนามบินเบนกาซี เช้าวันที่ 10 นายสตีเวนส์บอกกับ บูดาเกอร์ว่า “ผมตื่น เต้นที่ได้กลับมา” บูดาเกอร์รู้จักทูตสตีเวนส์มากว่า 1 ปีแล้ว โดยการแนะนำตัวเองกับนายสตีเวนส์ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2011 หลังจากการปฎิวัติของชาวลิเบียเริ่มเกิดขึ้นได้สัก 2 เดือน นายสตีเวนส์ก็ถูกส่งให้มาที่เบนกาซี ในฐานะตัวแทนของอเมริกา สำหรับรัฐบาลผสมที่เกิดจากการปฏิวัติ อเมริกาได้เลือกข้างเรียบร้อยแล้ว ว่าจะอยู่กับฝ่ายไหนในสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ และสตีเวนส์ได้รับการมอบ หมายให้มาสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มประชาชน ที่อเมริกาคาดว่า ในที่สุดจะเป็นฝ่ายปกครองประเทศ

บูดาเกอร์เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในเมือง และเสนอตัวเป็นล่ามให้แก่สตีเวนส์ ซึ่งแม้จะพูดภาษาอารบิคได้ แต่เขาอยากใช้สำนวนภาษาการทูต ซึ่งชัดเจนกว่าในการเจรจาที่เป็นทางการ เขาจึงเลือกที่จะพูดภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกัน บูดาเกอร์ เป็นผู้พาสตีเวนส์ เข้าไปรู้จักองค์กรภาคธุรกิจและทำหน้าที่เป็นเหมือนมือขวาของสตีเวนส์ ตลอดเวลาการสู้รบ ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนของสงคราม เขานับตัวเองว่าเป็นเพื่อนของสตีเวนส์ หลายๆ คน ก็คิดอย่างนั้น เพราะสตีเวนส์ เป็นคนประเภทคบเป็นเพื่อนง่าย

สตีเวนส์ ตั้งใจจะอยู่ที่เบนกาซีเพียง 5 วัน เขามีประชุมวันจันทร์ที่ในเมือง และจะมีอีกหลายนัดนอกบริเวณกงสุลในวันพุธ ส่วนวันพฤหัส ดูเหมือนจะเป็นวันสำคัญที่สุดของการมาเบนกาซี เขาตั้งใจจะส่งมอบ “Benghazi Mission” ให้กับชาวลิเบียและบริเวณกงสุลอเมริกันจะเรียกชื่อใหม่ว่า “An American Space” โดยจะมีการสอนภาษาอังกฤษให้ชาวพื้นเมือง รวมทั้งการเข้าไปใช้อินเตอร์เน็ต การฉายภาพยนตร์และมีห้องสมุด โดยฝ่ายอเมริกาจะจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ หนังสือและอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ สนับสนุน และมอบให้เป็นสมบัติของคนพื้นเมือง ให้คนพื้นเมืองดูแลเอง

สตีเวนส์หวังว่า “An American Space” นี้ จะเป็นตัวอย่างของการเป็นหุ้นส่วนของ 2 ประเทศ หากได้มีการร่วมมือกัน

สตีเวนส์ มีความรู้สึกผูกพันกับเบนกาซี เมืองซึ่งชาวเมืองแสดงการต่อต้านกัดดาฟี่ (Qaddafi) เป็นครั้งแรก เพราะเขาอยู่กับชาวเมืองตลอดเวลาของการต่อต้านนั้น ระหว่างการปฏิวัติ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามถนน พูดคุย คลุกคลี และสำรวจเมืองเบนกาซีและผู้คน

นายเนธาน เทค (Nathan Tek) เจ้าหน้าที่สถานทูตหนุ่มน้อย ที่อยู่กับสตีเวนส์มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2011บอกว่า สตีเวนส์ชอบที่จะสำรวจเมืองเอง โดยไม่ต้องมีหน่วยคุ้มกันตัวโตถือปืนเดินตามประกบ เขาบอกว่า การที่เรามีเพื่อนมาก และเขาเห็นเราเป็นแขกของเขา นั้นแหละสำคัญที่สุด

ซึ่งชาวเบนกาซีโดยทั่วไปก็แสดงความเป็นมิตร แม้ในช่วงเดือนกันยายนนั้นเอง จะมีทหารเดินอยู่เต็มเมือง สตีเวนส์ ก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนตารางของเขา เขาเอาบอดี้การ์ดมาด้วย 2 คน จากทริโปลีรวมกับอีก 3 คนจากหน่วยความมั่นคงที่ประจำที่เบนกาซีอยู่แล้ว เขายกเลิกการวิ่งตอนเช้านอกบริเวณกงสุล และจัดให้การนัดพบทุกรายการอยู่ในบริเวณกงสุล อเมริกาได้ตั้งสถานกงสุลตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ.2011หลังจากโรงแรมที่พวกเขาเคยพักถูกระเบิดถล่ม เขาเช่าวิลล่า 3 หลัง บริเวณติดต่อกัน ทุบกำแพงระหว่างวิลล่าทิ้ง และล้อมบริเวณ 3 วิลล่า เสียใหม่เป็นบริเวณเดียว ทำให้เป็นตึกเตี้ย ๆ 4 หลัง อยู่ท่ามกลางเถาต้นองุ่นและต้นฝรั่ง เพื่อนร่วมงานล้อเลียน สตีเวนส์ว่า สถานที่นี้น่าจะเรียกว่า “ชาโต คริสตอฟ (Château Christophe)” แบบโรงผลิตไวน์มีชื่อ

ชาโต คริสตอฟ (Château Christophe) ถึงแม้จะเป็นเพียงสถานที่ชั่วคราว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม สถานที่กว้าง 300หลา และลึก 300 หลา ทำให้ตัวตึกอยู่ลึกเข้ามาจากรั้วมากพอ ที่จะป้องกันการจู่โจมจากด้านนอก รั้วทุกด้านสูง 9 ฟุต และมีลวดหนามไฟฟ้ากั้นสูงไปจากรั้วอีก 3 ฟุต มีแผ่นเหล็กปลดลงมา ไว้ปิดกั้นไม่ให้รถวิ่งเข้ามาได้ และมีแท่งคอนกรีตกั้นทั้งภายในภายนอก สำหรับป้องกันการใช้รถวิ่งชน มีจอและกล้องคอยเฝ้า (monitor) ดูแลความปลอดภัยรอบบริเวณ ส่วนในบริเวณชั้นใน มีแผ่นเหล็กสำหรับปลดมาปิดกั้นและล็อคได้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อสามารถเปลี่ยนให้ภายในตึกนี้ กลายเป็นห้องนิรภัย และภายในห้องนี้ ยังมีห้องเล็กหลบซ่อนอยู่อีก ห้องเล็กนี้มีอาหาร น้ำ และเครื่องเวชภัณฑ์ โดยมองจากข้างนอกไม่มีทางเห็น

ชาโต คริสตอฟถือว่า มีการดูแลที่ปลอดภัยเพียงพอ สำหรับการปฏิบัติงานของคนระดับทูตอเมริกัน เบนกาซีต่างหากที่ยังไม่ปลอดภัย รัฐบาลลิเบียยังต้องจัดให้มีกำลังตำรวจที่เหมาะสม ความรุนแรงในเมืองมีอยู่ตลอดหน้าร้อน รวมทั้งบางส่วนยังมีเป้าหมายต่อต้านชาวตะวันตก จริงๆ แล้วสตีเวนส์ได้แจ้งไปทางวอชิงตันในเช้าวันที่ 11 นั้น เพื่อเตือนความจำเรื่องการไม่มีกฎหมายใช้บังคับที่เบนกาซี ถึงอย่างนั้นตัวเมืองก็ดูสงบพอสมควร เมื่อสตีเวนส์ มาถึงและเขาคิดว่ามันคงจะเป็นเช่นนั้นต่อไป

บูดาเกอร์อยู่กับสตีเวนส์ ตลอดการประชุมต่างๆ ในตอนเช้า บ่าย 3 โมง เขาเช็คตารางของวันพุธ ซึ่งแน่นเต็ม นัดสุดท้ายของสตีเวนส์ วันนั้นคือ กาแฟกับนักการทูตตุรกี ซึ่งเสร็จประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง สตีเวนส์เดินไปส่งแขกที่ประตูหน้า ซึ่งมีกองกำลังรักษาความปลอดภัย ซึ่งจ้างมาจากกองทหารที่ 17th of February Martyrs Brigade ซึ่งเป็นมิตรกับชาวอเมริกัน

ประมาณ 700 ไมล์ไปทางตะวันออก ฝูงชนกำลังล้อมสถานทูตสหรัฐที่กรุงไคโร ด้วยความเคียดแค้นจากวิดีโอ ซึ่งมีเนื้อความละเมิดพระศาสดามูฮะหมัด แต่ทางเบนกาซียังเงียบสงบ ถนนหน้าชาโต คริส ตอฟ ว่างเปล่า

สตีเวนส์ เดินกลับมาที่ห้องของเขาที่ตึกกลาง ประมาณ 3 ทุ่ม 40 นาที เขาได้ยินเสียงปืนดัง เสียงปืนดังแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับอาหรับยามค่ำคืน เสียงปืนดัง บางทีก็หมายถึงการฉลอง สตีเวนส์เคยบอกกับน้องชาย และเคยพูดตลกกับบูดาเกอร์ เวลาเขาได้ยินเสียงปืนว่า สงสัยวันนี้มีงานแต่งงานนะ แต่วันนี้จอควบคุมความปลอดภัยของกงสุล เห็นกลุ่มคนกำลังปีนเข้ามาที่ประตูหน้า

Scroll to Top