แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 5

นักล่า

1.บันทึกวันฉลอง

2.แกะรอยเก่า
• บทนักเทศน์
• ทำการบ้านส่ง
• เจอของดี
• ขึ้นชั้น
• คลุกวงใน
• สำรวจต่อ

• เข้าวงใน

• สำรวจลึก

3.เขี้ยวงอก
• พี่เลี้ยง
• ซ่อนรูป
• ทองห่อผ้าขี้ริ้ว
• พระเจ้ากระดาษ
• ถังความคิด
• นักวิ่ง
• สร้างคอก
• ฟอกย้อม 

4.มายากลยุทธ์
• อำนาจทำให้คนมีเสน่ห์
• ถุงยางแลกอาหาร
• เรื่องของคนโคตรรวย
• เรื่องของคนโคตรรวย (สาขาประเทศไทย)
• ผู้มีบารมีเหนือประชาธิปไตย
• เมล็ดพันธุ์พิฆาต
• ขจัดพันธุ์ด้อย
• คัดสายพันธุ์
• นักมายากลระดับโคตร
• สิ่งมหัศจรรย์
• พวกโคตรรวย
• ผู้ดีขี้ขโมย
• ผลัดกันเล่นกล
• เชือด
• กับดัก

• ติดกับ

• ตอนส่งท้าย

5.แกะรอยนักล่า

(กลับสู่หน้าหลัก)

Trilateral Commission เป็นองค์กรส่วนบุคคล เป็นการร่วมตัวของกลุ่มบุคคลในหลายๆ วงการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคมระดับสูง (Elites) มีวัตถุประสงค์ที่จะกำหนดยุทธศาสตร์โลก ผ่านเครือข่ายนานา ชาติที่เชื่อมโยงกัน ในฐานะคู่ค้าหรือหุ้นส่วนทางการค้า โดยมีตระกูลหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นผู้นำกลุ่ม ซึ่งเมื่อรวมทรัพย์สิน และอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของพวกเขาแล้ว คงยากมากที่จะมีใคร ที่มีรัศมีและบารมี (เหนือประชาธิปไตย) มาทาบได้

ความปรารถนาของพวกเขาคือ ต้องการจะสถาปนาสิ่งซึ่งจอร์จ เอช ดับเบิ้ลยู บุช (George H. W. Bush) เรียกภายหลังว่า การจัดระเบียบโลกใหม่หรือ New World Order ซึ่งมุ่งเน้นที่จะสร้างและ ขยายความมั่งคั่ง ภายใต้นโยบายเดียวกัน ทิศทางเดียวกัน หลักเกณฑ์เดียวกัน เสมือนมีรัฐบาลเดียว คือ Global government โดยมี Trilateral Commission เป็นผู้ปูทาง วางรูปแบบกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งต่อมาในยุค ค.ศ.1990 เป็นที่รู้จักกันในนาม “Globalization” หรือ “โลกาภิวัฒน์”

พวกเขาบอกว่า ปัจจัยที่จะทำให้อเมริกาจะเป็นมหาอำนาจครองโลกนั้น จะต้องพร้อมด้วย แก้ว 3 ประการ

– กองทัพอันเกรียงไกร ที่ไม่มีผู้ใดจะกล้ามาท้าทาย

– เงินสกุล ดอลล่าร์ จะต้องเป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นทุนสำรองหลักในโลก

– การมีอำนาจควบคุมน้ำมันและอาหาร

ปี ค.ศ.1973 ขณะที่บางซีกของโลกกำลังขาดแคลนอาหาร อเมริกามีอาหารเหลือกิน ประธานาธิบดีนิกสัน ก็กำลังยืนหน้าเขียวพิงเชือก ถูกกรรมการนับจากสงครามเวียดนาม ทำท่าจะหลุดจากเชือกลงมากองกับพื้นเสียด้วยซ้ำ

พอดีผู้มีบารมีเหนือประชาธิปไตยจัดส่งนายคิสซิงเจอร์ มาให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาด้านความมั่นคง

นายคิสซิงเจอร์ ไม่รอช้า เสนอความเห็นกับนายนิกสันว่า เราควรจะใช้อาหารเป็นพระเอกในด้านการทูตนะ “ควบคู่” กับการแสวงหาน้ำมันไปกับภูมิศาสตร์การเมือง

อืม! เด็กเรามันใช้ได้จริง ๆนะ ไม่เสียเวลาเลย ท่านร็อกกี้หินร่วงรำพึง

ลืมบอกไปว่าในปี ค.ศ.1950 ท่านร็อกกี้ หินร่วง เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นคนไปคัดเลือกตัว นายคิสซิง

เจอร์ ตั้งแต่นายคิสซิงเจอร์ ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด Harvard เพื่อให้มาทำงานในโครงการสำคัญของมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์

เริ่มเห็นภาพกันแล้วนะครับ ตกลงนายคิสซิงเจอร์ คงไม่ใช่คนขี้โม้ และไม่ใช่หมอดูนะ แต่คำพูดเขาหมายถึงอะไร คนอ่านนิทานตอบได้น่า

แค่นั้นคงยังไม่พอ เพื่อเป็นการสนองนโยบาย (ใครไม่รู้) นายคิสซิงเจอร์  เห็นว่า นโยบายเกี่ยวกับการ เกษตรนั้นสำคัญยิ่ง ไม่ควรทิ้งให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงการเกษตรเลย  เขาเลยนำมากำกับดูแลเอง โดยบอกว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ … วิธีคิดเรื่องนี้ ร้ายจริง ๆ ลุงตู่น่าจะนำไปพิจารณาบ้างนะครับ (ขอเสือกหน่อย)

เราต้องใช้อาหารเป็นเครื่องมือสำหรับให้รางวัลเพื่อน และลงโทษศัตรู นโยบายแบบนี้วอชิงตันก็ชอบ ท่านร็อกกี้หินร่วงก็พอใจ  มันสมกับเป็นนักการทูตผู้ยิ่งใหญ่จริง ๆ ไอ้คนมีเสน่ห์เพราะอำนาจ!?!

จริงๆ ก่อนที่จะเปิดตัวกลุ่ม Trilateral Commission ตระกูล หินร่วง ได้วางแผนที่จะควบคุมทั้งอาหารและน้ำมันไว้เรียบร้อยแล้ว

พวกเขาวางแผน แบบหมากล้อมบวกมายากล อำพรางเป้าหมายจริงของพวกเขา จนแทบมองกันไม่ออก มันเป็นวิธีการของนักมายากลชั้นเซียนระดับโลก ให้คนดูมองแต่หน้าฉาก แต่การจัดการหลังฉากเป็นอย่างไร ดูกันไม่ทัน ไอ้ที่ทำให้ช้างหายไปทั้งตัว ต่อหน้าต่อตาน่ะ มันเรื่องเด็กๆ

ช่วงปลายปี ค.ศ.1930 ต่อ ค.ศ.1940 เศรษฐีอเมริกัน เริ่มมองเห็นแล้วว่า อังกฤษน่าจะน่วมไปไม่รอดจากการศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่น่าจะรักษาตำแหน่งแชมป์นักล่าอาณานิคมหมายเลข 1 ไว้ได้นาน แต่เศรษฐีอเมริกันก็ใจร้อน (คนรวยมันก็ใจร้อนแบบนี้ทั้งนั้น) จะรอให้แชมป์ประกาศวางมือก็รอไม่ไหว นักล่าหน้าใหม่จึงรีบคิดแผนสร้างโอกาสสร้างบารมี เพื่อจะให้อเมริกาเป็นแชมป์ใหม่ที่จะควบคุมโลก ทั้งในด้านการทหารและเศรษฐกิจ ภายใต้การกำกับของพวกเขาเสียเอง

แล้วพวกเขาก็วางแผน สร้างเสื้อคลุมยี่ห้อพี่เบิ้ม ผู้ปรารถนาดี ผู้ปกป้องโลกสวยห่อหุ้ม เป้าหมายแท้จริง คือ การให้อเมริกาเป็นนักล่ารายใหม่ (นักล่าอาณานิคม!)

เมื่อมีแนวความคิดข้างต้น พวกเขาก็ไม่รอช้า กวาดตาหาพื้นที่ผู้ที่จะเป็นเหยื่อ พี่น้องพวกโคตรรวยเห็นพ้องกันว่าลาตินอเมริกา น่าจะเหมาะนะ เพราะเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ และหลายอย่างมันก็ลงตัวสำหรับเป้าหมายของเรานะน้องนะ ว่าแล้วก็แบ่งงานกันระหว่างพี่น้องในตระกูล

ช่วงต้น ค.ศ.1940 นายเนลสัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Nelson Rockefeller) เป็นคนเข้าไปทำธุรกิจน้ำมันกับ

ธุรกิจธนาคาร ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของตระกูล รวมทั้งสร้างโอกาส ในด้านอื่นๆ (การเมือง!) ด้วย

ส่วนนายลอเรนซ์ ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Laurence Rockefeller) ก็ไปกว้านซื้อท้องไร่ ท้องนา เปล่า พวกเขาไม่ได้คิดจะไปทำไร่ ไถนา หรอก นั่นเป็นเรื่องของคนจน คนรวยเขาคิดทำธุรกิจ ธุรกิจการเกษตร เพื่อจะทดลองกรรมวิธี ผูกขาดอาหารโลก เช่นเดียวกับผูกขาดน้ำมัน!

Scroll to Top